ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ 32.55 บาท/ดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”
ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ 32.55 บาท/ดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” ตอบรับกระแสข่าวบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ราคาทองคำโลก ดีดกลับมาแตะ 4,500 ดอลลาร์/ออนซ์ ได้อีกครั้ง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.55 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์ นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น เข้าใกล้โซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.52-32.73 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ
และการทยอยรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่สามารถกลับมาแถวโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง
ท่ามกลางกระแสข่าวว่า สหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้บรรลุข้อตกลง MOU ในการขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน เพื่อเดินหน้าการเจรจาหยุดยิงให้มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยสาระสำคัญของ MOU ล่าสุด นั้น จะมีประเด็น การรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือ และการเปิดเส้นทางการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ซึ่งภาพดังกล่าวทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมากขึ้น
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาทยอยปรับตัวลงสู่ระดับ 4.45% สอดคล้องกับการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ของบรรดาผู้เล่นในตลาด ตอบรับทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน และพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความคืบหน้ามากขึ้น ทั้งนี้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับสูงกว่า 4.50% มีความน่าสนใจชัดเจนและสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้
ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ตามกระแสข่าวที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลง MOU ขยายเวลาหยุดยิงไปอีก 60 วัน เพื่อเดินหน้าการเจรจาต่อเนื่อง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways แถวโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากที่ผู้เล่นในตลาดได้รับรู้พัฒนาการล่าสุดของสถานการณ์ในตะวันออกกลางไปพอสมควรแล้ว แต่เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงสงวนท่าทีระมัดระวังต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางอยู่ แม้จะยังมีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างทั้งสองฝ่าย (Cautiously Optimistic) ทำให้การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัด สะท้อนจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ และยังคงให้โอกาสราว 59% โดยเรามองว่า เงินบาทจะสามารถแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ (และอาจแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากโซนดังกล่าว) เมื่อทั้งสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงหยุดยิงและนำไปสู่การทยอยเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz อีกครั้ง
ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ เรามองว่า หากสถานการณ์กลับมาร้อนแรงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเจรจาหยุดยิง เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงบ้าง กลับไปทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก
เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง
และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
"มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.45-32.70 บาท/ดอลลาร์"
///////////////////
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.55 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวานนี้ที่ 32.72 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ดอลลาร์อ่อนค่าเทียบสกุลเงินหลัก โดยนักลงทุนเทขายดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่าน โดยสื่อออนไลน์ของสหรัฐ รายงานว่า คณะเจรจาของสหรัฐและอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระยะเวลา 60 วัน เพื่อขยายข้อตกลงหยุดยิงและเริ่มต้นการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ทองคำปิดบวก โดยได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และราคาน้ำมันที่ชะลอตัวลง หลังการบรรลุข้อตกลงขยายเวลาหยุดยิง ของสหรัฐและอิหร่าน และยังได้แรงหนุนจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาต่ำกว่าการคาดการณ์
ข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อล่าสุดของสหรัฐฯ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.8% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.5% ในเดือนมี.ค.
ดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้น 3.3% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.2% ในเดือนมี.ค.
ตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 1.6% ต่ำกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ที่ระดับ 2.0% แต่สูงกว่าการขยายตัวที่ระดับ 0.5% ในไตรมาส 4/2568 ซึ่งขณะนั้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์
ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก เพิ่มขึ้น 5,000 ราย สู่ระดับ 215,000 ราย สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 211,000 ราย
ยอดขายบ้านใหม่ลดลง 6.2% สู่ระดับ 622,000 ยูนิตในเดือนเม.ย.ต่ำกว่าคาดที่ระดับ 661,000 ยูนิต จากระดับ 663,000 ยูนิตในเดือนมี.ค. เมื่อเทียบรายปียอดขายบ้านใหม่ลดลง 11.3% โดยได้รับผลกระทบจากการดีดตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 2,209.02 ล้านบาท และขายสุทธิพันธบัตรไทย 2,573.66 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 32.45 - 32.75 บาท แนะนำ ทยอยซื้อที่ 32.45/ขาย 32.75
- EUR/THB 37.75 - 38.25 แนะนำ ซื้อที่ 37.75/ขาย 38.25
- JPY/THB 0.2025 - 0.2065 แนะนำ ซื้อที่ 0.2025/ ขาย 0.2065
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB