เงินบาทเปิด 32.69 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่ารับแรงกดดันตะวันออกกลางตึงเครียด
เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ 32.69 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากวันก่อนหน้า หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางหนุนราคาน้ำมันพุ่งและดอลลาร์แข็งค่า
ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดก่อนหน้าที่ 32.59 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา เงินบาททยอยอ่อนค่าลงและมีจังหวะทดสอบแนวต้านบริเวณ 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมาตึงเครียดมากขึ้น
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น และเป็นปัจจัยสนับสนุนการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ขณะเดียวกันยังกดดันราคาทองคำให้อ่อนตัวลง
นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ไม่ว่าจะเป็นดัชนี ISM PMI ภาคบริการเดือนพฤษภาคมที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 54.5 จุด ยอดการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP ที่เพิ่มขึ้น 122,000 ตำแหน่ง และจำนวนตำแหน่งงานเปิดรับสมัครงาน (JOLTS Job Openings) ที่เพิ่มขึ้นสู่ 7.618 ล้านตำแหน่ง
ขณะเดียวกัน ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED หลายรายยังสะท้อนความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสราว 78% ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งภายในปีนี้
ตลาดหุ้นโลกเผชิญแรงขาย รับความกังวลดอกเบี้ยและภูมิรัฐศาสตร์
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) อีกครั้ง โดยนักลงทุนทยอยขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธีม AI และเซมิคอนดักเตอร์ หลังเผชิญแรงกดดันจากแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยและสถานการณ์ตะวันออกกลาง
หุ้น Nvidia ปรับตัวลดลง 3.6% ขณะที่ Microsoft ลดลง 3.2% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดย Exxon Mobil ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.0% ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 0.74% และดัชนี Nasdaq ลดลง 0.89%
ด้านตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวลดลง 0.66% ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ตะวันออกกลางและแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก โดยตลาดประเมินว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 3 ครั้งในปีนี้ อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มพลังงานยังได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ใกล้แตะ 4.50%
ในตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นเข้าใกล้ระดับ 4.50% ตามการเพิ่มขึ้นของความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์
Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า บอนด์ยีลด์ยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่หากบอนด์ยีลด์ 10 ปี ปรับตัวสูงกว่า 4.50% จะเริ่มมีความน่าสนใจสำหรับการทยอยเข้าลงทุนในพันธบัตรระยะยาวทั้งของสหรัฐฯ และไทย
ดอลลาร์แข็งค่า กดดันทองคำ
เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นจากแรงหนุนของข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่บริเวณ 99.4 จุด
ส่วนราคาทองคำเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ แม้จะมีแรงซื้อสะสมในจังหวะย่อตัว (Buy on Dip) ช่วยให้ราคาฟื้นตัวขึ้นมาบริเวณ 4,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์
จับตาตัวเลขแรงงานสหรัฐฯ และทิศทางตะวันออกกลาง
ในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า นักลงทุนจะติดตามข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทั้งตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (Jobless Claims) และรายงานการปรับลดการจ้างงาน (Challenger Job Cuts) รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังมีความไม่แน่นอนสูง และอาจส่งผลต่อทิศทางของตลาดการเงินโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ
แนวโน้มค่าเงินบาท
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าไว้ที่ 32.60-32.80 บาทต่อดอลลาร์
ทั้งนี้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียดมากขึ้นและการเจรจาหยุดยิงยังไม่มีความคืบหน้า เงินดอลลาร์อาจได้รับแรงหนุนเพิ่มเติม แต่การแข็งค่าของดอลลาร์อาจถูกจำกัดจากความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นจะเข้าดูแลค่าเงินเยน หากเงินเยนอ่อนค่าลงเข้าใกล้ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์อีกครั้ง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB