รู้จักบัญชี BNPL “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” ระเบิดเวลา "หนี้" ลููกใหม่ ของคนเจน Z
รู้จักบัญชี BNPL “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” ระเบิดเวลา "หนี้" ลูกใหม่ ของคนเจน Z กดผ่อนทุกอย่าง แม้กระทั่ง ชาไข่มุก-ข้าวมันไก่
เมื่อตัวเลขหนี้ บัญชี BNPL เริ่มขยายวงกว้างมากขึ้น กลุ่มคนเริ่มทำงาน ช่วงอายุ 20-35 ปี ก่อหนี้ประเภทนี้มากที่สุด และในกลุ่มนี้มีหนี้เสียสูงที่สุดด้วย ถึงเวลาต้องมีมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้น โดยธนาคารแห่งประเทศไทย กำลังเดินหน้าให้เห็นผลภายในปีนี้
รู้จัก บัญชี BNPL ที่เล่นกับความอยากได้ก่อน เรื่องจ่ายเงินค่อยว่ากัน
ชื่อเต็มๆ คือ Buy Now Pay Later (BNPL) เป็นบริการสินเชื่อระยะสั้นรูปแบบหนึ่ง ที่อนุญาตให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าหรือบริการไปก่อน แล้วค่อยแบ่งชำระเงินคืนเป็นงวดๆ ในภายหลัง
หรือที่รู้จักกันว่า “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะเป็นการผ่อนชำระแบบไม่มีดอกเบี้ย หากชำระคืนครบถ้วนตามเวลาที่กำหนด ทำให้สะดวกสำหรับคนที่ต้องการซื้อสินค้าแต่ยังไม่อยากจ่ายเงินก้อนในครั้งเดียว
โดนใจคนรุ่นใหม่ อยากได้ต้องได้ ไม่งั้นตกเทรนด์
และวันนี้คนที่ติดกับดัก บัญชี BNPL คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ ช่วงอายุ 20-35 ปี หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ เจน Z และ ปลายๆ เจน Y และมีหนี้เสียจาก บัญชี BNPL สูงที่สุดถึง 27% จากการเติบโตของบัญชี BNPL ที่เติบโตเฉลี่ยสูงถึง 99.9% ต่อปี ขณะที่สินเชื่อ BNPL ขยายตัว 38% ต่อปี หรือประมาณ 18,000 ล้านบาท
เพราะ BNPL กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน จาก "เก็บเงินก่อนซื้อ" กลายเป็น "ซื้อก่อน ค่อยจ่าย" ซึ่งคำนี้ ใช้ได้แม้แต่กับ ของกิน ราคาหลักสิบ หลักร้อยบาท เช่น ชานมไข่มุก ข้าวมันไก่ โดยข้อมูลเปิดเผยโดย นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ได้ง่าย ได้เร็ว มีเงินก้อนเสิร์ฟถึงมือ ผ่านแอปฯ ขายสินค้า
ข้อมูลจาก fintips by ttb มองว่า จุดเริ่มต้นมาจากความสะดวกสบายในการสมัครที่รวดเร็วกว่าบัตรเครดิต มีโปรโมชันผ่อน 0% ระยะเวลาผ่อนชำระจะอยู่ที่ 2- 5 เดือน ที่ดึงดูดใจ และความสามารถในการช่วยบริหารสภาพคล่องทางการเงิน ทำให้สามารถซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ได้โดยไม่กระทบเงินสดในมือ ยิ่งทำให้ยังเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่ไม่มีบัตรเครดิตได้ง่ายกว่าอีกด้วย
แต่ความง่าย ความสะดวก อาจแลกมากับ “การสะสมหนี้” หากผู้ใช้ไม่มีวินัยทางการเงินมากพอ จากหนี้หลักสิบบาทอาจสะสมกลายเป็นดินพอกหางหมู
ซื้อ 1 ชิ้น ต่อ 1 สัญญา จนกลายเป็นราชาเงินผ่อน
คนส่วนใหญ่ไม่ได้มี BNPL แค่รายการเดียว เพราะส่วนใหญ่หนี้ประเภทนี้เกิดขึ้นในแอปฯ ขายสินค้า กดซื้อสินค้า 1 ประเภท ก็ทำสัญญาการซื้อ 1 สัญญา เช่น
- โทรศัพท์ 1 สัญญา
- รองเท้า 1 สัญญา
- เสื้อผ้า 2 สัญญา
- อาหารเดลิเวอรี 1 สัญญา
สุดท้ายกลายเป็นหนี้รายเดือนสูงกว่าที่คิด
ซึ่ง ความง่ายในการใช้ BNPL อาจทำให้เราเพลิดเพลินกับการซื้อของหลายชิ้นจากหลายผู้ให้บริการในเวลาเดียวกัน การมียอดผ่อนชำระเล็กๆ น้อยๆ หลายรายการอาจดูเหมือนไม่เป็นไร แต่เมื่อรวมกันแล้วอาจกลายเป็นภาระหนี้สินก้อนใหญ่ที่จัดการได้ยากและส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินโดยรวมได้
“จ่ายช้า ผิดนัด” เจอค่าปรับ ดอกเบี้ยปูด
หากชำระล่าช้าหรือผิดนัด ผู้ใช้ BNPL อาจถูกเรียกเก็บค่าปรับ ดอกเบี้ยเพิ่มเติมตามเงื่อนไขของผู้ให้บริการ ซึ่งโดยทั่วไปอัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ที่ประมาณ 15% - 25% ต่อปี
นอกจากนี้ อาจมีค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ 50 บาทต่อรอบบิล และหากค้างชำระเกินกว่าหนึ่งรอบบิล อาจถูกเรียกเก็บ ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้เพิ่มเป็น 100 บาท รวมถึงอาจมีการดำเนินการตามกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อประวัติการชำระเงินและความสามารถในการขอสินเชื่อในอนาคต
เพราะ BNPL ทำให้การตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นและรวดเร็วขึ้น ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายแบบหุนหันพลันแล่น หรือซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็นเพียงเพราะสามารถจ่ายทีหลังได้ พฤติกรรมเช่นนี้อาจนำไปสู่การสร้างวินัยทางการเงินที่ไม่ดีในระยะยาว
นอกจากนี้ การใช้ BNPL บ่อยครั้งยังทำให้ผู้ใช้เกิดความคุ้นชินกับการบริโภคก่อนจ่ายทีหลัง ซึ่งส่งผลต่อการวางแผนงบประมาณ การออมและการจัดการค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้ยากต่อการควบคุมการเงินในระยะยาวได้
สัญญาณอันตราย แบงก์ชาติออกกฎหมายควบคุมรวดเดียว 4 ฉบับ
BNPL ทำให้เกิดข้อกังวลด้านวินัยทางการเงินและภาระหนี้ของผู้บริโภคในระยะยาว ในมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสภาพัฒน์มองว่า แม้ BNPL จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ก็มาพร้อมกับความกังวลต่อแนวโน้มหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย จึงนำมาสู่การกำกับดูแลที่เข้มข้นขึ้นเพื่อสร้างความรับผิดชอบของผู้ให้บริการและป้องกันปัญหาการก่อหนี้เกินตัวของผู้บริโภค
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมออกมาตรการกำกับดูแล Buy Now Pay Later (BNPL) หรือ ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ผ่านการใช้กฎหมายในกำกับของ ธปท. 4 ฉบับภายในสิ้นปีนี้
โดยจะกำหนดกติกาคุ้มครองผู้ใช้บริการ เช่น กำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ใช้บริการ กำหนดประเภทสินค้า มูลค่าสินค้าขั้นต่ำ และกำหนดเพดานดอกเบี้ยสูงสุด เป็นต้น เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการบริโภคที่ฟุ่มเฟือย
สำหรับการกำกับดูแล BNPL ธปท. จะเข้าไปควบคุม ทั้งวงเงินที่ปล่อยให้ผู้ใช้บริการและอัตราดอกเบี้ย จากที่ก่อนหน้านี้ ธปท. ไม่เคยเข้าไปกำกับดูแลเลย อย่างไรก็ตามจะกำกับเฉพาะการให้สินเชื่อผ่านแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์เท่านั้น ไม่รวมถึงการผ่อนชำระกับบริษัทผู้ผลิตสินค้าโดยตรง โดยคาดว่าจะเห็นแนวทางที่ชัดเจนภายในเดือนต.ค. - พ.ย. 2569
ถ้าอยากใช้ต้องมีเทคนิค
fintips by ttb แนะเทคนิคว่า ถ้าอยากใช้ประโยชน์จาก BNPL ให้เต็มที่โดยไม่ต้องเจอปัญหาหนี้สะสม ต้องทำสิ่งนี้
- วางแผนงบประมาณชัดเจน กำหนดงบชอปปิ้งในแต่ละเดือนอย่างชัดเจน เช่น ไม่เกิน 20 – 30% ของรายได้ต่อเดือน เพื่อให้การผ่อนชำระไม่กระทบค่าใช้จ่ายจำเป็นและกระแสเงินสดในอนาคต
- ประเมินความจำเป็นของสินค้าและกำลังซื้อ ใช้ BNPL เฉพาะสินค้าที่จำเป็นจริง ๆ และมั่นใจว่าสามารถผ่อนชำระได้ครบทุกงวดโดยไม่สร้างภาระ
- ติดตามรอบบิลและตั้งแจ้งเตือน จดบันทึกวันครบกำหนดชำระและตั้งระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงการลืมชำระและค่าปรับที่ไม่จำเป็น
- อ่านเงื่อนไขและข้อตกลงอย่างละเอียด ทำความเข้าใจเรื่องดอกเบี้ย ค่าปรับกรณีชำระล่าช้า และข้อจำกัดของแต่ละแพลตฟอร์มก่อนกดใช้บริการ
- อย่าใช้หลายเจ้าเกินไป การใช้บริการ BNPL จากหลายแพลตฟอร์มพร้อมกันอาจทำให้คุณเสียการควบคุมและเสี่ยงต่อหนี้สะสมได้
หากมองในมุมบวก BNPL ไม่ใช่ตัวร้ายเสมอไป เพราะด้านหนึ่งก็ช่วยให้เข้าถึงการบริโภคและสภาพคล่องแต่หากขาดการกำกับดูแล "หนี้ก้อนเล็กจำนวนมาก" อาจกลายเป็น "หนี้ครัวเรือนก้อนใหญ่ในอนาคต" เช่นเดียวกับที่บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ที่ตอนนี้ก็ยังเป็นก้อนหนี้มหาศาลกดทับกำลังซื้อและเศรษฐกิจไทยอยู่เช่นกัน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB