รู้หรือไม่? คนไทยมีรายได้เฉลี่ย 2.4 หมื่นบาทต่อเดือน แต่ทำไมบางคนรู้สึกไม่พอใช้?
Bnomics ชี้ แม้รายได้เฉลี่ยคนไทยแตะ 2.4 หมื่นบาทต่อเดือน แต่ความเหลื่อมล้ำ ค่าครองชีพ และหนี้ ยังทำให้หลายคนใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน
หลายคนอาจเคยมีความรู้สึกคล้ายกันว่า แม้จะทำงานหนักขึ้น เงินเดือนปรับขึ้นเป็นระยะ แต่ชีวิตกลับไม่ได้สบายขึ้นอย่างที่คิด เงินเข้าบัญชีมากกว่าเดิม แต่ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นจนแทบไม่เหลือเก็บ บางคนยังต้องวางแผนใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือน ทั้งที่เมื่อมองผ่านตัวเลขเศรษฐกิจ ประเทศไทยกลับดูเหมือนกำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ดี
คำถามจึงเกิดขึ้นว่า หากเศรษฐกิจเติบโต รายได้เฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้น และเงินเฟ้อไม่ได้อยู่ในระดับสูง เหตุใดคนจำนวนมากจึงยังรู้สึกว่าชีวิต “ตึง” เหมือนเดิม
Bnomics โดยธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า แม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจจะสะท้อนว่ารายได้ที่แท้จริงของประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ความรู้สึกของผู้คนกลับสวนทาง เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้ส่งผ่านไปถึงทุกคนอย่างเท่าเทียม
โดยระบุว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รายได้ต่อหัวของไทย (GDP per Capita) เพิ่มขึ้นจาก 221,195 บาทต่อคนต่อปี ในปี 2559 มาอยู่ที่ 288,315 บาทต่อคนต่อปี ในปี 2568 หรือคิดเป็นรายได้เฉลี่ยราว 24,026 บาทต่อเดือน เติบโตเฉลี่ยประมาณ 3% ต่อปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่เพียง 1.1% ต่อปี และเกือบทุกปี GDP ต่อหัวเติบโตเร็วกว่าระดับราคาสินค้า
ในทางทฤษฎี สิ่งนี้ควรหมายความว่า “รายได้ที่แท้จริง” ของคนไทยเพิ่มขึ้น หรือประชาชนควรมีกำลังซื้อมากขึ้นกว่าสมัยก่อน แต่ในโลกความเป็นจริง หลายคนกลับไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น เพราะ “ค่าเฉลี่ยของประเทศ” ไม่ได้สะท้อนชีวิตของคนส่วนใหญ่เสมอไป
ค่าเฉลี่ยที่โต ไม่ได้แปลว่าทุกคนรวยขึ้น
GDP ต่อหัวเป็นเพียงค่าเฉลี่ยที่นำมูลค่าเศรษฐกิจทั้งหมดของประเทศมาหารด้วยจำนวนประชากร ตัวเลขดังกล่าวสามารถถูกผลักดันให้สูงขึ้นได้จากรายได้ของคนเพียงบางกลุ่ม
ประเทศไทยเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และความมั่งคั่งมาเป็นเวลานาน คนกลุ่มเล็กถือครองรายได้และทรัพย์สินจำนวนมาก ขณะที่คนส่วนใหญ่มีรายได้เพิ่มขึ้นช้ากว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในปี 2566 แรงงานกลุ่มรายได้สูงสุด 10% แรก มีรายได้คิดเป็น 32% ของรายได้แรงงานทั้งหมด ขณะที่แรงงาน 50% ล่างสุด มีรายได้รวมกันเพียง 22%
เมื่อดูรายได้เฉลี่ยยิ่งเห็นภาพชัดขึ้น แรงงานกลุ่มบนสุด 10% มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 36,706 บาท ขณะที่กลุ่มล่างสุด 10% มีรายได้เฉลี่ยเพียง 2,635 บาท ต่างกันเกือบ 14 เท่า
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจจะเติบโต แต่ผลของการเติบโตไม่ได้กระจายไปถึงทุกคนเท่ากัน
GDP โต แต่ค่าแรงไม่ได้โตตาม
หลายคนมักเข้าใจว่า เมื่อเศรษฐกิจเติบโต คนทำงานก็ควรได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่ในความเป็นจริง GDP สามารถเติบโตได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นกำไรของบริษัท เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มผลผลิต หรือรายได้จากการลงทุน
Bnomics อ้างอิงการศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทยที่พบว่า สัดส่วนรายได้แรงงานของไทยลดลงต่อเนื่อง จาก 49% ของ GDP ในช่วงปี 2544-2548 เหลือเพียง 44% ในช่วงปี 2559-2566 ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรของภาคธุรกิจกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ “ผลิตภาพแรงงาน” (Productivity) ของไทยเติบโตค่อนข้างช้า โดยเฉพาะในภาคบริการและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนมาก เมื่อธุรกิจสร้างมูลค่าเพิ่มได้ไม่มาก ความสามารถในการปรับขึ้นค่าจ้างจึงมีข้อจำกัดตามไปด้วย
ผลลัพธ์คือ ประเทศอาจรวยขึ้น แต่แรงงานจำนวนมากไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตนั้นในสัดส่วนเดียวกัน
เงินเฟ้อของประเทศ อาจไม่ใช่เงินเฟ้อที่เราเจอจริง
แม้เงินเฟ้อเฉลี่ยของไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำ เฉลี่ยเพียง 1.1% ต่อปี แต่คนจำนวนมากกลับรู้สึกว่า “ของแพง”
เหตุผลสำคัญคือ รูปแบบการใช้จ่ายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
คนทำงานในเมืองอาจเผชิญค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าเช่าที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ย คนมีลูกต้องแบกรับค่าเรียนและค่าดูแลบุตรที่สูงขึ้น คนผ่อนบ้านหรือผ่อนรถได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
ขณะที่คนรายได้น้อยซึ่งใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับค่าใช้จ่ายจำเป็น ยิ่งได้รับผลกระทบจากราคาอาหารและพลังงานมากกว่าคนรายได้สูง
นอกจากนี้ ยังมีปรากฏการณ์ “Shrinkflation” หรือภาวะที่สินค้าใช้ราคาเท่าเดิม แต่ปริมาณลดลงหรือคุณภาพลดลง ซึ่งตัวเลขเงินเฟ้ออาจจับภาพได้ไม่ครบถ้วน แต่ผู้บริโภครู้สึกได้จริงผ่านกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง
ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังต้องเผชิญกับราคาบ้าน คอนโดมิเนียม และที่ดินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ ทำให้การเป็นเจ้าของทรัพย์สินและการสร้างความมั่งคั่งกลายเป็นเรื่องยากกว่าคนรุ่นก่อน
รายได้เพิ่ม แต่รายจ่ายก็เพิ่มตาม
อีกเหตุผลที่หลายคนมองข้าม คือ เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น พฤติกรรมการใช้จ่ายก็มักเปลี่ยนตาม หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Lifestyle Inflation
เมื่อมีรายได้มากขึ้น หลายคนเลือกยกระดับคุณภาพชีวิต ซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่ รับประทานอาหารดีขึ้น หรือมีภาระทางการเงินระยะยาวเพิ่มขึ้น สุดท้าย แม้รายรับจะเพิ่มขึ้น แต่เงินออมที่เหลืออาจไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก
นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมยังพบว่า มนุษย์สามารถปรับตัวกับระดับรายได้ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ความสุขจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจึงมักอยู่ได้ไม่นาน ก่อนที่มาตรฐานชีวิตใหม่จะกลายเป็นเรื่องปกติ และเรากลับมารู้สึกว่า “ยังไม่พอ” เหมือนเดิม
นอกจากนี้ ไทยยังมีหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงราว 87% ของ GDP ซึ่งเป็นหนึ่งในระดับที่สูงที่สุดในเอเชีย ภาระหนี้เหล่านี้จึงเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายคนไม่รู้สึกว่าตนเองมีฐานะดีขึ้น
โอกาสที่ไม่เท่ากัน ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกเหลื่อมล้ำ
นอกจากรายได้และค่าครองชีพแล้ว ยังมีปัจจัยเชิงโครงสร้างอื่นที่กดทับความรู้สึกของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัยที่ทำให้คนวัยทำงานต้องแบกรับภาระดูแลทั้งพ่อแม่ ลูก และการออมเพื่อเกษียณ รวมถึงความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ที่ทำให้โอกาสทางเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันอย่างมาก
ความแตกต่างนี้สะท้อนผ่านตัวเลข GDP ต่อหัว โดยกรุงเทพมหานครมี GDP ต่อหัวสูงกว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง 5 เท่า ทำให้ประชากรในหลายจังหวัดยังมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าพื้นที่เศรษฐกิจหลักอย่างมาก ขณะที่ต้องเผชิญค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นไม่ต่างกัน
ผลลัพธ์คือ แม้เศรษฐกิจของประเทศจะเติบโต แต่คนจำนวนมากอาจไม่ได้สัมผัสประโยชน์จากการเติบโตนั้นอย่างเต็มที่ จึงเกิดช่องว่างระหว่าง “ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศ” กับ “คุณภาพชีวิตที่ผู้คนรู้สึกได้จริง”
ท้ายที่สุด Bnomics ชี้ว่า ตัวเลข GDP ต่อหัวที่เติบโตเร็วกว่าเงินเฟ้อ บอกเราว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัว และโดยเฉลี่ยแล้วรายได้ที่แท้จริงของประเทศเพิ่มขึ้น แต่ความรู้สึกของผู้คนไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ค่าเฉลี่ย” เพียงอย่างเดียว
ประเทศอาจรวยขึ้นจากมุมมองของตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ความมั่งคั่งที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่รู้สึกได้ว่า ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นจริง มีโอกาสมากขึ้น มีรายได้ที่เติบโตตามศักยภาพ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปพร้อมกับการเติบโตของประเทศ ไม่ใช่เพียงเห็นเศรษฐกิจโตอยู่บนหน้ากระดาษเท่านั้น แต่ไม่เคยสัมผัสมันได้ในชีวิตประจำวัน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB