จับสัญญาณ ธ.กลางสหรัฐ แนวโน้มขึ้น! ดอกเบี้ย สะท้อนความกังวลเงินเฟ้อ
เฟด คงดอกเบี้ย นัดแรกของ เควิน วอร์ช ปธ.ธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยมีมติ "คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย" ที่ 3.50%-3.75% แต่มีแนวโน้มปรับขึ้น 1 ครั้ง
คงดอกเบี้ย แต่ส่งสัญญาณเข้มงวดมากขึ้น
เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ร่วมประชุมนัดแรกหลังเข้ารับตำแหน่งต่อจาก เจอโรม พาวเวล แม้เป็นครั้งแรกของเขา แต่การประชุมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกันในปีนี้
โดยที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ครั้งแรก นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีก่อนและภายใต้การประชุมครั้งแรกของประธานเฟด คนใหม่ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50%-3.75%
ทั้งนี้ ในการประชุมเราได้เห็นแนวโน้มที่เฟดใกล้ที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งภายในปีนี้ แม้คาดว่าจะตรึงดอกเบี้ยเป็นหลัก จากเดิมในการประชุมเดือนมีนาคม เฟดเคยคาดว่าจะลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปี 2026 แต่ล่าสุดได้ปรับ-มุมมองเป็นเข้มงวดมากขึ้น
สะท้อนมุมมองเหยี่ยว Hawkish มากขึ้น
ขณะที่ Dot Plot สะท้อนมุมมอง Hawkish มากขึ้น จากเจ้าหน้าที่ เฟด 18 คนที่ส่งประมาณการอัตราดอกเบี้ย
- 8 คน มองว่าควรคงดอกเบี้ยทั้งปี
- 3 คน มองว่าควรขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง
- 5 คน มองว่าควรขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง
- 1 คน มองว่าควรขึ้นดอกเบี้ยถึง 4 ครั้ง
เงินเฟ้อยังคงเป็นความกังวลหลัก
โดยเฟดปรับคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ขึ้นเป็น 3.6% จากเดิม 2.7% เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ปรับขึ้นเป็น 3.3% จากเดิม 2.7%
ขณะที่ ดัชนี CPI เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 4.2% YoY สูงสุดในรอบ 3 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ดัชนี PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟด ให้ความสำคัญ ยังคงอยู่ในระดับสูงเช่นกัน
ลดคาดการณ์ GDP ปีนี้ เหลือ 2.2%
- เฟด ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2026 เหลือ 2.2% จากเดิม 2.4%
- คาดอัตราว่างงานอยู่ที่ 4.3% ใกล้เคียงระดับปัจจุบัน
- เฟด ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัวในระดับ "แข็งแกร่ง" แม้จะเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
มาดูผลตอบรับตลาดกันบ้าง
ดาวโจนส์ร่วงกว่า 500 จุด หลังเฟดส่งสัญญาณอาจขึ้นดอกเบี้ย
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบในวันพุธ (18 มิ.ย.) ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังนักลงทุนเริ่มกังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจยังไม่จบรอบการคุมเข้มนโยบายการเงิน และมีความเป็นไปได้ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,492.55 จุด ลดลง 507.12 จุด หรือ 0.98% หลังจากระหว่างวันเคยทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน ขณะที่ S&P 500 ลดลง 1.21% ปิดที่ 7,420.10 จุด และ Nasdaq ร่วง 1.34% ปิดที่ 26,021.66 จุด
ขณะที่ แรงขายกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ นำโดย Microsoft, Meta, Alphabet และ Amazon ที่ปิดในแดนลบทั้งหมด ส่วน SpaceX ซึ่งเพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ IPO ส่งผลกดดันบรรยากาศการลงทุนเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์บางส่วน เช่น Intel และ Micron Technology ปรับตัวขึ้น ช่วยจำกัดแรงกดดันต่อตลาดโดยรวม
ส่วน Summary of Economic Projections ( SEP ) ระบุว่า เจ้าหน้าที่เฟด หลายรายมองว่ามีความจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในปี 2026 โดยคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ สิ้นปีอยู่ที่ 3.8% เพิ่มขึ้นจาก 3.4% ในประมาณการเมื่อเดือนมีนาคม สะท้อนมุมมองที่เข้มงวดมากขึ้นต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ
หลังผลการประชุมเผยแพร่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี พุ่งขึ้นมากกว่า 16 จุดพื้นฐาน (Basis Points) แตะระดับ 4.216%
คลอเดีย ซาห์ม หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก New Century Advisors ระบุว่า ตลาดตอบสนองต่อ Dot Plot ที่มีลักษณะ "สายเหยี่ยว" (Hawkish) มากกว่าที่คาด โดยสะท้อนว่าภาพรวมเงินเฟ้อกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
คาด SET แกว่ง Sideways ในกรอบ 1,575 - 1,595 จุด
ด้าน Finansia Syrus Securities มีมุมมองต่อตลาดหุ้นในประเทศ (SET Index) คาด แกว่ง Sideways ในกรอบ 1,575–1,595 จุด หลังผลประชุมเฟดภายใต้การนำของเควิน วอร์ช ออกมา Hawkish มากกว่าคาด แม้จะคงดอกเบี้ยตามคาดก็ตาม
ซึ่ง Dot Plot สะท้อนโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในปี 2026 มากขึ้น ส่งผลให้ Bond Yield สหรัฐฯ ปรับขึ้นแรงและกดดันสินทรัพย์เสี่ยงระยะสั้น
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาด
เฟดส่งสัญญาณให้น้ำหนักกับการควบคุมเงินเฟ้อมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยและหนุน Bond Yield สหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังทรงตัวต่ำกว่า 80 เหรียญ/บาร์เรล จากความคาดหวังต่อข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน ยังคงเป็นบวกต่อกลุ่ม Domestic/Consumption Play คาดว่ายังทยอยเกิด Sector Rotation เข้าหา
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB