บาทอ่อนทันที หลังเฟดส่งสัญญาณ "ยังไม่จบดอกเบี้ยขาขึ้น"
ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.67 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” หลังเฟดส่งสัญญาณ "ยังไม่จบดอกเบี้ยขาขึ้น" ดอลลาร์แข็งรับคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.67 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.60 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนพอสมควร (แกว่งตัวในกรอบ 32.52-32.80 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงก่อนรับรู้ผลการประชุม FOMC ของ FED
หลังตลาดรับรู้ผลการประชุม FOMC ที่แม้ว่า คณะกรรมการจะมีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50%-3.75% ตามคาด ทว่า คาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED หรือ Dot Plot ใหม่ กลับสะท้อนว่า FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้บ้างในปี 2026 (กรรมการ 1 ท่าน สนับสนุนการลดดอกเบี้ย อีก 8 ท่าน สนับสนุนการคงดอกเบี้ย ส่วน 9 ท่าน สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้ง
ขณะที่ ประธาน FED Kevin Warsh ไม่ได้ส่งคาดการณ์ใน Dot Plot) ก่อนที่จะทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในปี 2027 และ 2028 กลับสู่ระดับ Long-Run rate ที่ไม่ต่างจาก Dot Plot ในเดือนมีนาคม ซึ่งภาพดังกล่าวทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมามั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ และเริ่มประเมินว่า FED มีโอกาสราว 54% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ จากช่วงก่อนการประชุม FOMC ที่ตลาดให้โอกาสราว 80% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่งผลให้ เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็ว แรง สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงเข้าใกล้โซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทพอควร
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลว่า FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้ แม้ FED จะมีมติเป็นเอกฉันท์คงดอกเบี้ยตามคาด ทว่า Dot Plot ใหม่กลับสะท้อนความเสี่ยงที่ FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้ ส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงเดินหน้าขายบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth นำโดย Meta -5.4%, Microsoft -3.8% ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.21% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -1.34%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.52% หนุนโดยการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อาทิ ASML +4.1% อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังคงเผชิญแรงกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Shell -1.1% หลังราคาน้ำมันดิบยังคงทยอยปรับตัวลดลง นอกจากนี้ ความกังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นกลุ่มยานยนต์ หลัง BMW -8.3% ปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการในปีนี้ ได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นยุโรปเพิ่มเติม
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4.50% อีกครั้ง ก่อนย่อตัวลงบ้างสู่ระดับ 4.47% หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ตาม Dot Plot ล่าสุด ที่สะท้อนความเสี่ยงว่า FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ แม้ว่า คณะกรรมการ FOMC จะมีมติเป็นเอกฉันท์ คงดอกเบี้ย ในการประชุมครั้งนี้ ทั้งนี้ เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (เราจะมั่นใจมากขึ้น ว่าสถานการณ์จะทยอยคลี่คลายลงได้จริง หากมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพและมีการเปิดช่องแคบ Hormuz) และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปี 2026 อย่างมีนัยสำคัญ ตาม Dot Plot ใหม่ของ FED ที่สะท้อนโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังบรรดาสกุลเงินหลักต่างรีบาวด์แข็งค่าขึ้นบ้าง โดยเฉพาะเงินเยนญี่ปุ่น ที่มีจังหวะอ่อนค่าเข้าใกล้โซน 161 เยนต่อดอลลาร์ ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินของทางการญี่ปุ่น ก่อนที่จะแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 160.6 เยนต่อดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 100.3 จุด อีกครั้ง (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.5-100.6 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) จะทยอยปรับตัวขึ้นบ้างในช่วงก่อนตลาดรับรู้ผลการประชุม FOMC ของ FED ทว่า Dot Plot ใหม่ที่สะท้อนความเสี่ยงการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ได้กลับมากดดันให้ ราคาทองคำปรับตัวลงแรง สู่โซน 4,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นบ้างสู่ระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ การประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยเรามองว่า BOE อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.75% หลังพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในส่วนของราคาพลังงานมีความใกล้เคียงกับ Scenario B ที่ BOE ได้ประเมินไว้ กอปรกับ ภาพรวมเศรษฐกิจอังกฤษ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ล่าสุด รวมถึงภาพตลาดแรงงานที่ไม่ได้แข็งแกร่งมากจน BOE กังวลความเสี่ยงการเกิด Second Round Effect ที่จะยังเร่งเงินเฟ้อให้สูงขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE (รวมถึงผลการโหวตในการประชุมครั้งนี้) และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอังกฤษที่จะทยอยรับรู้ในช่วงก่อนการประชุม BOE อาทิ ข้อมูลตลาดแรงงาน
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอย่างมีนัยสำคัญ ตาม Dot Plot ใหม่ ที่สะท้อนความเสี่ยง FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ โดยแรงกดดันด้านอ่อนค่าของเงินบาทนั้น อาจมาจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ซึ่งนำไปสู่แรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติได้
"มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.60-32.80 บาท/ดอลลาร์"
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.68 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 32.62 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามคาดการณ์ แต่ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ขณะที่เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ซึ่งเสร็จสิ้นลงในวันพุธที่ 17 มิ.ย. โดยคณะกรรมการฯ มีมติด้วยคะแนนเสียง 12 ต่อ 0 ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% เพื่อสนับสนุนภารกิจ Dual Mandate ของเฟด คือการจ้างงานที่ขยายตัวอย่างเต็มศักยภาพและอัตราเงินเฟ้อที่เคลื่อนตัวสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ยังคงยืนยันถึงนโยบายในการรักษาระดับทุนสำรองให้มีความเพียงพอในระบบธนาคาร
เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่า หลังเสร็จสิ้นการประชุมเฟดในครั้งนี้ นักลงทุนคาดการณ์ว่ามีโอกาสมากขึ้นที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือนก.ย. และลดโอกาสที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิมจนถึงสิ้นปีนี้ลงเหลือ 13% เทียบกับระดับ 40% ก่อนการประชุมเฟด
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.9% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ 0.5% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนเม.ย. และเมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 6.88% ในเดือนพ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 4.79% ในเดือนเม.ย.
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 32.50- 32.80 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 32.50/ขาย 32.80
- EUR/THB 37.50 - 38.00 แนะนำ ซื้อ 37.50 /ขาย 38.00
- JPY/THB 0.2000 - 0.2050 แนะนำ ซื้อ 0.2000 / ขาย 0.2050
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB