เงินบาทหลุด 33 บาทแล้ว! อ่อนค่าสุดในรอบ 1 ปี จับตา! กนง. คงดอกเบี้ย
เงินบาทหลุด 33 บาทแล้ว! อ่อนค่าสุดในรอบ 1 ปี หลังดอลลาร์แข็งทั่วโลก-ทองดิ่งแรง เปิดเช้านี้ ที่ 33.30 บาท/ดอลลาร์ จับตา! กนง. คงดอกเบี้ย
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้ (24 มิ.ย.) เปิดตลาดที่ระดับ 33.30 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.20 บาท/ดอลลาร์ โดย ค่าเงินบาท เคลื่อนไหวอ่อนค่าที่สุดในรอบ 1 ปี ทะลุแนวต้าน 33 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลมาจากตลาดมองว่า มีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้ อย่างน้อย 1 ครั้งภายในปีนี้ ประกอบกับราคาทองคำดิ่งลงแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่ามากกว่าสกุลอื่นในภูมิภาค
สำหรับ US Dollar Index ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 101 จากเม็ดเงินที่ไหลกลับไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกโดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตสูงเนื่องจากทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ยังคงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อราคาหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตสูง โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อโปรดของ Fed มีแนวโน้มที่จะเร่งตัวขึ้นในสัปดาห์นี้
อย่างไรก็ตาม ท่าที Hawkish ของประธาน Fed คนใหม่ Kevin Warsh อาจจะผ่อนคลายลงได้ หากราคาน้ำมันดิบเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติและเงินเฟ้อที่เร่งตัวยังอยู่ในระดับเป้าหมาย
สำหรับการประชุม กนง. ในวันนี้ ตลาดและสำนักวิจัยเศรษฐกิจชั้นนำต่างคาดการณ์ตรงกันว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อปี เพื่อประคองเศรษฐกิจที่ยังเผชิญความเสี่ยงในทิศทางชะลอตัว
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทวันนี้ คาดกรอบการเคลื่อนไหวที่ 33.10-33.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 33.10 - 33.50 แนะนำ ทยอยซื้อ 33.10 ขาย 33.50
- EUR/THB 37.70 - 38.10 แนะนำ ทยอยซื้อ 37.70 ขาย 38.10
- JPY/THB 0.2050 - 0.2080 แนะนำ ทยอยขาย 0.2080
ขณะที่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.28 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.15 บาทต่อดอลลาร์ โดยตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้สำเร็จ หลังเงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าขึ้น จากทั้งภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) หลังบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ต่างปรับตัวลงแรง
ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการ (Micron จะรับรู้รายงานผลประกอบการในวันพุธนี้) และระดับ Valuation ของหุ้นกลุ่มดังกล่าวที่อยู่ในระดับสูง รวมถึง รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ ของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน ที่ออกมาดีกว่าคาด สวนทางกับรายงานดัชนี PMI จากฝั่งยูโรโซนและอังกฤษ ที่ส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าคาด
นอกจากนี้ แรงขายสินทรัพย์เสี่ยงยังได้ส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดเลือกจะลดสถานะถือครองทองคำ เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง พร้อมลดความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน กอปรกับความกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ย FED ที่ยังมีอยู่ ยิ่งกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงหลุดโซนแนวรับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
อย่างไรก็ดี พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาสันติภาพและการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่ทยอยฟื้นตัวขึ้น ได้ช่วยลดทอนการปรับเพิ่มความคาดหวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 48% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) พร้อมกดดันให้ ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลง (สอดคล้องกับการปรับเพิ่มสถานะ Short น้ำมันของผู้เล่นในตลาด)
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 4.50% หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลงบ้าง จากบรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ นอกจากนี้ การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้ ยังได้ช่วยจำกัดและชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาว ตามแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ที่ทยอยปรับตัวลดลง
ทั้งนี้ เราประเมินว่า ความเสี่ยง Two-way Risk ของทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญในฝั่งไทย จะอยู่ที่ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเราประเมินว่า คณะกรรมการฯ จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบาย ที่ระดับ 1.00% เพื่อหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังไม่มีสัญญาณเร่งขึ้นต่อเนื่อง จากการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง รวมถึง second round effect
แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.15-33.50 บาท/ดอลลาร์
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB