ตัวเลขดีขึ้น…แต่ไม่น่าพอใจ GDP 69 ควรโต 2.7-3.0% เพื่อกลับสู่ภาวะปกติ
แบงก์ชาติชี้ GDP ปี 69 โต 2.3% ดีขึ้นแต่ยังไม่น่าพอใจ เศรษฐกิจควรโต 2.7-3.0% จ่อทบทวนประมาณการเงินเฟ้อใหม่ ย้ำนโยบายดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม ทำหน้าที่ “กองหลัง” รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ
นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยภายหลังการปรับประมาณ GDP ขึ้นมาอยู่ที่ 2.3% โดยระบุว่า แม้ตัวเลขดังกล่าวจะปรับตัวดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ในช่วงก่อนหน้า แต่ในมุมมองของ ธปท. ยังไม่ใช่ระดับที่น่าพอใจและถือว่ายังห่างไกลจากศักยภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย
โดยชี้ให้เห็นว่า ตัวเลขการขยายตัว 2.3% เป็นการประเมินในภาพรวมระดับมหภาค แต่หากเจาะลึกลงไปในรายละเอียดจะพบความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจในลักษณะ K-Shape ที่ซ่อนอยู่ เนื่องจากแรงขับเคลื่อนส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่เพียงในภาคการส่งออกและภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งเม็ดเงินการเติบโตไม่ได้กระจายตัวไปถึงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าความรู้สึกทางเศรษฐกิจของภาคประชาชนอาจสวนทางกับตัวเลขในภาพรวม
ขณะที่แนวโน้มเงินเฟ้อนั้นความเสี่ยงมีทิศทางปรับตัวลดลง โดยมีปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงสู่ระดับก่อนเกิดภาวะสงคราม
อย่างไรก็ตาม ธปท.ยังคงไม่สามารถวางใจได้และยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง 3 ด้านที่อาจกดดันเงินเฟ้อในระยะต่อไป ได้แก่
1.) การส่งผ่านต้นทุนเงินเฟ้อที่คาดว่าจะยังคงดำเนินต่อไปอีกระยะ
2.) ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อราคาอาหารสดให้ปรับตัวสูงขึ้น
3.) ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่อราคาน้ำมันได้ทุกเมื่อ
นายดอนยังชี้ว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในปัจจุบัน ถือว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ในขณะนี้ โดยเทียบการทำงานของนโยบายการเงินเสมือนบทบาทของ "กองหลัง" ในทีมฟุตบอล ซึ่งมีภารกิจหลักคือการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
โดยที่ผ่านมา ธปท.ได้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เมื่อเห็นโอกาสและจังหวะที่เหมาะสม เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงต้นปีเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจในภาวะที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ย้ำว่านโยบายการเงินไม่สามารถรุกหนักได้ตลอดเวลาเนื่องจากภารกิจหลักคือการป้องกันความเสี่ยง
ส่วนการทำหน้าที่ "กองหน้า" เพื่อบุกทำประตูหรือกระตุ้นเศรษฐกิจในเชิงรุกนั้น เป็นบทบาทหลักของนโยบายการคลังและมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะจุดของ ธปท. ที่ต้องทำงานประสานกันต่อไป
อย่างไรก็ตาม การจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือนำนโยบายเข้าสู่ภาวะปกติ จะไม่ดูเพียงสถานการณ์ระยะสั้น แต่จะพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
1.) ภาวะเศรษฐกิจที่ต้องขยายตัวเข้าสู่ระดับศักยภาพ ซึ่ง ธปท. ประเมินไว้ที่ 2.7% ต่อปี และการที่เศรษฐกิจจะกลับสู่ภาวะปกติได้จริงควรเห็นการเติบโตที่ระดับ 3.0% เพื่อปิดช่องว่างของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
2.) ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่อาจควบคุมไม่ได้ ซึ่งในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
3.)ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน โดยย้ำว่าหากปล่อยให้ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องเป็นเวลานานจนนำไปสู่การเก็งกำไรเกินควรหรือการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของหนี้ครัวเรือน ก็จะเป็นปัจจัยบังคับให้ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพ
ด้านนายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. ระบุเพิ่มเติมว่า การดำเนินนโยบายภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่นที่ใช้มาเกือบ 30 ปี ยืนยันว่ามีการทบทวนภายในอย่างต่อเนื่องร่วมกับธนาคารกลางอื่นทั่วโลก โดยมองว่าเป้าหมายเงินเฟ้อแบบช่วง 1-3% สำหรับเงินเฟ้อทั่วไปมีความเหมาะสมมากกว่าการล็อกเป้าไว้ที่ 2% ตลอดเวลา เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมักเผชิญกับภาวะช็อกด้านอุปทานบ่อยครั้ง ทั้งจากราคาพลังงานและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งการพยายามควบคุมเงินเฟ้อในช่วงดังกล่าวจะมีต้นทุนต่อเศรษฐกิจที่มหาศาล
ซึ่งขณะนี้ ธปท. ร่วมกับสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กำลังปรับปรุงวิธีการคำนวณเงินเฟ้อ โดยจะเพิ่มการสำรวจค่าเช่าบ้านให้ครอบคลุมพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่การอาศัยในคอนโดมิเนียมมากขึ้น รวมถึงการใช้เทคนิค Hedonic Adjustment เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของสินค้าและบริการอย่างเป็นธรรม
คาดว่าจะเห็นผลในระยะข้างหน้า ส่วนผลกระทบจากเอลนีโญคาดว่าจะส่งผลต่อเงินเฟ้อปีหน้าในระดับต่ำประมาณ 0.2% ซึ่ง ธปท. ได้บรรจุไว้ในประมาณการแล้ว
สำหรับการลดมาตรการอุดหนุนดีเซลมีส่วนช่วยให้เงินเฟ้อปรับตัวลดลง ยอมรับว่าราคาสินค้าและบริการในหมวดพื้นฐาน โดยเฉพาะอาหารปรุงสำเร็จนอกบ้าน มีความหนืดสูงและปรับลดลงได้ยากแม้ราคาพลังงานโลกจะลดลง
สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อรายไตรมาสที่แกว่งตัวนั้น เกิดจากผลของฐาน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญ โดยภาพรวมแนวโน้มเงินเฟ้อในปีนี้จะสูงขึ้นชั่วคราวและจะปรับลดลงในปีหน้า ไม่ได้สะท้อนถึงนัยสำคัญในการเปลี่ยนนโยบายการเงินในปัจจุบัน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB