เปิดเช้านี้ เงินบาท 33.43 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย
จับตาค่าเงินบาท! สงครามตะวันออกกลาง อาจเขย่าตลาดรอบใหม่ ลุ้นบาทหลุด 34 บาทหรือไม่? เปิดเช้านี้ 33.43 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.46 บาทต่อดอลลาร์
นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ชะลอการอ่อนค่าลงที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ช่วงบ่ายวันก่อนหน้า และเคลื่อนไหวไร้ทิศทางในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.42-33.54 บาทต่อดอลลาร์) โดยสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ตามถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวได้มีอันสิ้นสุดลง พร้อมขู่โจมตีอิหร่านรอบใหม่
ได้หนุนให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง แม้ว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เป็น 49% ที่ Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ แต่ผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในฝั่ง ECB และ BOE เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า “มากกว่า” โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 32% ที่ ECB อาจต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 2 ครั้ง ในปีนี้
ส่วน BOE มีโอกาสราว 14% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง เช่นกัน จากเดิมผู้เล่นในตลาดไม่ได้มั่นใจ ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ของทั้ง ECB และ BOE ส่งผลให้ เงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ต่างปรับตัวแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ จังหวะการปรับสถานะถือครองเงินเยนญี่ปุ่น โดยเฉพาะสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่าลง) ของผู้เล่นในตลาด ยังได้มีส่วนหนุนการแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินเยนญี่ปุ่นและช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน และความกังวลการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น เนื่องจากเงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงเหนือโซน 162.50 เยนต่อดอลลาร์
นอกจากนี้ การย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ ยังพอช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) สู่โซน 4,070 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งช่วยการทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินบาท
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งกดดันให้บรรดาหุ้นกลุ่มที่มีต้นทุนพลังงานสูงต่างปรับตัวลงแรง ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นเกือบ 8% ตั้งแต่สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น
นอกจากนี้ หุ้นธีม AI/Semiconductor บางส่วนยังปรับตัวขึ้นสวนทางตลาด นำโดย Nvidia +3.7% ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง 1.09% ส่วน ดัชนี S&P 500 ปิดตลาด -0.28% ขณะที่ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น 0.20%
ในส่วนตลาดบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้น สู่ระดับ 4.58% ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในปีนี้ และแรงกดดันจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยการเคลื่อนไหวดังกล่าวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย Fed รวมถึงบรรยากาศในตลาดการเงิน
ด้านตลาดค่าเงินดอลลาร์เคลื่อนไหวทยอยอ่อนค่าลง แม้จะได้แรงหนุนบ้างจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน และการปรับเพิ่มโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ย ทว่า เงินดอลลาร์กลับถูกกดดัน หลังบรรดาสกุลเงินหลักฝั่งยุโรปต่างปรับตัวแข็งค่าขึ้นได้ดีกว่า ตามการเพิ่มโอกาส ECB และ BOE เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ที่มากกว่าการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น
ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) จะเผชิญแรงกดดันบ้างจากความกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง รับข่าวสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้นมาก แต่จังหวะการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ และภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมยังพอช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ ทำให้ราคาทองคำสามารถแกว่งตัวแถวโซน 4,080 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และยอดขายบ้านมือสอง (Existing Home Sales) ควบคู่กับการติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
แม้ว่า เงินบาทจะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ แต่เรามองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงในช่วงระยะสั้น อีกทั้ง การตอบสนองของตลาดการเงินต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุด อาจสะท้อนมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงเชื่อว่า สถานการณ์อาจทยอยคลี่คลายลงได้ในอนาคต ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรเตรียมตัว เพื่อรับมือความเสี่ยงที่สถานการณ์อาจทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้บ้าง
โดยหากสถานการณ์สงครามทวีความรุนแรงขึ้นมาก เช่น อิหร่านมีการตอบโต้สหรัฐฯ ผ่านการเร่งโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และอาจมีการเลือกโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลาง จนกระทบต่ออุปทานพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ เรามองว่า ราคาน้ำมันดิบเสี่ยงพุ่งสูงขึ้นอีกมากและมีโอกาสเห็นราคาน้ำมันดิบกลับสู่โซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือมากกว่าได้ ซึ่งอาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดยิ่งมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed จนหนุนให้ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อพอสมควร พร้อมทั้งกดดันราคาทองคำและเงินบาท โดยในกรณีนี้ เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทะลุโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.40-33.60 บาทต่อดอลลาร์
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB