สงครามเดือด! น้ำมันพุ่ง ดันดอลลาร์แข็ง บาทอ่อนค่าแตะ 33.53 บาท/ดอลลาร์
ตะวันออกกลางเดือด! น้ำมันพุ่ง ดันดอลลาร์แข็ง บาทอ่อนแตะ 33.53 บาท/ดอลลาร์ จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ-ทิศทางดอกเบี้ยเฟด
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.53 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.37 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 33.35-33.54 บาทต่อดอลลาร์) หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตามการโจมตีตอบโต้ไปมาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อีกทั้ง สหรัฐฯ ยังได้ประกาศปิดล้อมทางทะเลอิหร่านอีกครั้ง เพื่อสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อทางการอิหร่าน ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นกว่า +10% (ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นสู่ระดับ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) สร้างความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อให้กับบรรดาผู้เล่นในตลาดและส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มโอกาสการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก
โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินโอกาสราว 70% ที่บรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง Fed, ECB และ BOE จะสามารถขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางได้สร้างแรงกดดันต่อทั้ง หุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth รวมถึงราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ล่าสุด ปรับตัวลงหลุดโซนแนวรับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางแรงขายหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง Nvidia -3.5% จากความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างตามการปรับตัวขึ้นแรงของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil +4.1% ตอบรับการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ย่อลง -0.26% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.79% ขณะที่ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -1.55%
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจอื่นๆ อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจขนาดเล็ก (NFIB Small Business Optimism) รวมถึง ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP พร้อมทั้ง รอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed เพื่อประกอบการปรับดอกเบี้ยนโยบาย
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เป็นโอกาสราว 70% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ซึ่งทุกๆ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้ม การขึ้น หรือ ลด ดอกเบี้ยของ Fed ราว 50% อาจส่งผลกระทบให้เงินบาทอ่อนค่าลงหรือแข็งค่าขึ้นได้อย่างน้อย 25 สตางค์ โดยประมาณ
เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งอาจต้องอาศัยทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ควรมีทิศทางดีขึ้น
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่า จะอยู่ที่ระดับ 33.35-33.70 บาท/ดอลลาร์
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวาน ที่ 33.35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ส่งผลให้นักลงทุนแห่ซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และการแสดงความเห็นของเควิน วอร์ช ประธานเฟด ในสัปดาห์นี้
น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปิดพุ่งกว่า 9% และทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 2% หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ จะกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน โดยจะครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่ง ท่าเรือ และคลังน้ำมันทั้งหมดของอิหร่าน ตลอดจนเรือทุกประเภทโดยไม่คำนึงว่าจะติดธงชาติใด ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสถานการณ์ตึงเครียดดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อและความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
นักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ค. หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านอีกครั้ง พร้อมเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 20% สำหรับสินค้าที่มีการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 46.5% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 29 ก.ค. เพิ่มขึ้นจาก 34% เมื่อวานนี้
จับตาถ้อยแถลงของนายวอร์ช สัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นการเข้าให้การต่อสภาคองเกรสเป็นครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ และการเปิดเผย ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ประจำเดือนมิ.ย.ที่จะประกาศในวันพรุ่งนี้
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 33.35 - 33.65 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 33.35/ขาย 33.65
- EUR/THB 37.88 - 38.38 แนะนำ ซื้อที่ 37.88/ขาย 38.38
- JPY/THB 0.2044 - 0.2084 แนะนำ ซื้อที่ 0.2044/ขาย 0.2084
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB