PPI สหรัฐฯ ชะลอ หนุนบาทแข็ง แต่ความเสี่ยงตะวันออกกลางยังกดดัน
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.56 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” หลัง PPI สหรัฐฯ ชะลอ แต่ความเสี่ยงตะวันออกกลางยังกดดัน จับตา! แตะ 34 บาท
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.56 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.63 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังจากที่อ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านที่เราประเมินไว้และอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบโซน 33.65 บาทต่อดอลลาร์ ตามการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่เร่งการอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงบ่ายของวันก่อน
โดยเงินบาทได้แรงหนุนจากการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับจังหวะรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน ได้ชะลอตัวลงมากกว่าคาด สู่ระดับ 5.5% ทำให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ลงบ้าง และปรับลดโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ จนเหลือเพียง 5%
ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และยังคงทำให้ ราคาน้ำมันดิบแกว่งตัว Sideways แถวโซน 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ และการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed จากรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ล่าสุด ที่ชะลอตัวลงมากกว่าคาด หนุนให้ บรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ต่างปรับตัวขึ้น อาทิ Apple +4.0%, Alphabet +3.2% ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามการปรับตัวลงของหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง Sandisk -8.1%, Micron -8.0% ทำให้โดยรวม ดัชนี Dow jones ปรับตัวขึ้น +0.29% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.38% ขณะที่ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.62%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงบ้าง สู่ระดับ 4.55% หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ตามรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ล่าสุด ที่ชะลอตัวลงมากกว่าคาด ทว่า การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลง จากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน กอปรกับความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed โดยเฉพาะประธาน Fed ที่ย้ำจุดยืนพร้อมดำเนินนโยบายการเงินให้เหมาะสม เพื่อคุมเงินเฟ้อสหรัฐฯ ให้สำเร็จ
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) รวมถึง รายงานดัชนีภาวะภาคธุรกิจจากบรรดา Fed สาขาต่างๆ และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ที่ผู้เล่นในตลาดยังคงให้โอกาสเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในปีนี้
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงและมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ซึ่งในวันนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ TSMC และ หุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Netflix เป็นต้น
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เราคงมุมมองเดิมว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นมาก แม้จะยังคงมีความไม่แน่นอนสูง เหมือนในปัจจุบัน เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ และทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ที่ลดลง จะช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทได้ อย่างน้อยในระยะสั้น โดยเงินบาทอาจติดโซนแนวต้านแถว 33.70 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์
และที่สำคัญ เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจน จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า หากเทียบเคียงกับช่วงก่อนหน้าที่สหรัฐฯ ได้ดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือน จนกว่าการปิดล้อมทางทะเลจะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเงินต่ออิหร่านมากเพียงพอ ให้ทางการอิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจาหยุดยิง
อีกทั้งควรระวังความเสี่ยงที่เงินบาทอาจอ่อนค่าลงเพิ่มเติม ในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น (เพื่อเร่งให้อิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจา) จนเร่งให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า ในภาวะดังกล่าวผู้เล่นในตลาดอาจกลับมาปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อเงินบาทผ่านการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ การปรับตัวลงของราคาทองคำ และแรงขายหุ้นเทคฯ กลุ่ม AI/Semiconductor ที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง ทำให้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.45-33.70 บาท/ดอลลาร์
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.57 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.65 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ต่ำกว่าคาด ซึ่งบ่งชี้ถึงการชะลอตัวของเงินเฟ้อ และอาจลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
สหรัฐ เปิดเผยตัวเลขดัชนี PPI ทั่วไป (Headline PPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 5.5% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าคาดที่ระดับ 6.2% และต่ำกว่าจากระดับ 6.0% ในเดือนพ.ค. ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 4.7% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าคาดที่ระดับ 5.2% จากระดับ 4.6% ในเดือนพ.ค.
จับตาสถานการณ์สงครามโดยสหรัฐได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ การโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อบั่นทอนขีดความสามารถของกองกำลังอิหร่านในการโจมตีเรือพาณิชย์ใน และเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน โดยโจมตีเป้าหมายทางทหารหลายสิบแห่งใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เปิดเผยว่า สหรัฐจะโจมตีสะพานและโรงไฟฟ้าของอิหร่านในสัปดาห์หน้า หากรัฐบาลอิหร่านไม่กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง
FedWatch Tool ของCMEGroup บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 17% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ค. ลดลงจาก 42% ในวันจันทร์ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงประเมินว่าเฟดมีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ โดยนักลงทุนให้น้ำหนัก 63% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมเดือนก.ย.
ข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ยอดค้าปลีกเดือนมิ.ย., การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ค.
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้ ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 978 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 1,082 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 33.30 - 33.70 แนะนำ ซื้อ 33.30 / ขาย 33.70
- EUR/THB 38.20 - 38.70 แนะนำ ซื้อ 38.20 / ขาย 38.70
- JPY/THB 0.2045 - 0.2085 แนะนำ ซื้อ 0.2045 / ขาย 0.2085
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB