ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง ทางออกการเงิน หรือจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมก่อหนี้?
Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ชี้ BNPL ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น แต่ก็อาจเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายและเพิ่มความเสี่ยงหนี้ในอนาคต
Buy Now, Pay Later (BNPL) หรือบริการ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เพราะช่วยให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าได้ทันที แล้วทยอยชำระเป็นงวดในภายหลัง แต่แม้จะเพิ่มความยืดหยุ่นด้านการเงิน BNPL ก็ยังคงเป็น “สินเชื่อ” ที่นำรายได้ในอนาคตมาใช้ และอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสะสมหนี้ หากใช้อย่างขาดวินัย
BNPL คืออะไร?
BNPL เป็นบริการที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคแบ่งชำระค่าสินค้าแทนการจ่ายเต็มจำนวนในครั้งเดียว เช่น สินค้าราคา 4,000 บาท สามารถแบ่งจ่าย 4 งวด งวดละ 1,000 บาท
ปัจจุบันบริการนี้ถูกผสานไว้ในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและแอปพลิเคชันช้อปปิ้ง ทำให้ใช้งานได้สะดวกและเข้าถึงง่ายกว่าบัตรเครดิตหรือสินเชื่อบางประเภท ช่วยเพิ่มสภาพคล่องระยะสั้นให้ผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็ช่วยผู้ประกอบการเพิ่มยอดขาย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ BNPL ไม่ใช่ส่วนลด และไม่ใช่เงินฟรี เพราะทุกการซื้อในวันนี้ คือภาระที่ต้องชำระในอนาคต
ความสะดวกที่อาจเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน
แม้ค่างวดแต่ละครั้งจะดูไม่มาก แต่เมื่อมีหลายรายการพร้อมกัน ภาระที่แท้จริงอาจสูงกว่าที่คิด
นักเศรษฐศาสตร์ด้านพฤติกรรม (Behavioral Economics) อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า การแบ่งราคาสินค้าออกเป็นงวดเล็ก ๆ ทำให้ผู้บริโภครู้สึก “เจ็บปวดจากการจ่ายเงิน” น้อยลง จึงมักสนใจจำนวนเงินที่ต้องจ่ายต่อเดือน มากกว่าราคาสินค้าทั้งหมด ส่งผลให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น และซื้อของที่ไม่จำเป็นเพิ่มขึ้น
ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่ที่การใช้ BNPL เพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการมีภาระผ่อนหลายรายการพร้อมกัน ทั้งเสื้อผ้า โทรศัพท์ อาหารเดลิเวอรี หรือของใช้ในบ้าน ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วอาจกินสัดส่วนรายได้โดยไม่รู้ตัว
ผลสำรวจของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับ SAB ในปี 2566 พบว่า
- 62.3% ระบุว่าการแบ่งจ่ายทำให้ตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น
- 45.2% ใช้จ่ายมากขึ้น
- 49.4% มีหนี้ประเภทอื่นอยู่แล้ว
- 57.6% มีแนวโน้มซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็นมากขึ้นเมื่อสามารถแบ่งจ่ายได้
สำหรับคนรุ่นใหม่ BNPL อาจช่วยบริหารค่าใช้จ่ายและลดการพึ่งพาครอบครัว แต่ในอีกด้านก็อาจทำให้การตัดสินใจซื้อเปลี่ยนจากคำถามว่า “ซื้อไหวหรือไม่” เป็น “ผ่อนไหวหรือไม่” จนการแบ่งจ่ายกลายเป็นพฤติกรรมการใช้เงินในระยะยาว
BNPL ไทยโตแรง ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนสูง
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า บัญชี BNPL เพิ่มจากราว 600,000 บัญชีในปี 2021 เป็นเกือบ 5 ล้านบัญชีในปี 2024 เติบโตเฉลี่ยประมาณ 99.9% ต่อปี ขณะที่มูลค่าสินเชื่อเพิ่มจาก 6.8 พันล้านบาท เป็นเกือบ 1.8 หมื่นล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ย 38% ต่อปี
การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ฐานะการเงินของครัวเรือนไทยยังเปราะบาง โดยไตรมาส 1 ปี 2025 หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 85.9% ของ GDP ประชากรราว 38% มีภาระหนี้ ขณะที่กลุ่มอายุ 20-35 ปี มีผู้เป็นหนี้สูงถึง 52.7% และยังมีสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) สูงที่สุดที่ 27%
เมื่อค่างวด BNPL ต้องรวมกับหนี้เดิม ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และรายได้ที่เติบโตไม่ทัน ภาระเล็ก ๆ เหล่านี้จึงอาจกลายเป็นปัญหาทางการเงินที่ใหญ่ขึ้นได้
บทเรียนจากต่างประเทศ
หลายประเทศเริ่มเห็นผลกระทบจากการเติบโตของ BNPL และทยอยยกระดับการกำกับดูแล
ในสหรัฐอเมริกา ปี 2025 ผู้ใช้ BNPL 29% ระบุว่าเป็นวิธีเดียวที่ทำให้สามารถซื้อสินค้านั้นได้ และในกลุ่มนี้ 26% เคยผิดนัดหรือชำระเงินล่าช้า
มาเลเซียมีผู้ใช้ BNPL เพิ่มจาก 2.6 ล้านคนในปี 2023 เป็น 7.5 ล้านคน ณ สิ้นปี 2025 แม้ยอดหนี้จะคิดเป็นเพียง 0.3% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด
ส่วนออสเตรเลีย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 ได้นำ BNPL เข้าสู่กฎหมายสินเชื่อผู้บริโภค ผู้ให้บริการต้องได้รับใบอนุญาตและปฏิบัติตามหลักการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ
แม้แต่ละประเทศจะเผชิญบริบทแตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกันคือ การคุ้มครองผู้บริโภค การปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ และทำให้ภาระหนี้ของผู้กู้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อผู้บริโภคมีการผ่อนหลายรายการพร้อมกัน จนประเมินภาระหนี้ทั้งหมดของตนเองได้ยาก
ทางออกไม่มีสูตรสำเร็จ
การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยไม่สามารถพึ่งมาตรการใดมาตรการหนึ่งได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยทั้งการกำกับดูแลที่เหมาะสม การเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส ระบบข้อมูลเครดิตที่มีประสิทธิภาพ และการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ
ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นวินัยทางการเงินของผู้บริโภค ไม่ใช่เพียงถามตัวเองว่า “ผ่อนงวดถัดไปไหวหรือไม่” แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า สินค้าชิ้นนั้นจำเป็นหรือไม่ สอดคล้องกับรายได้ และฐานะการเงินโดยรวมหรือเปล่า
บทเรียนนี้ยิ่งสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ เพราะความรับผิดชอบทางการเงินไม่ได้หมายถึงการจ่ายหนี้ตรงเวลาเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการรู้ขีดความสามารถในการรับภาระหนี้ เข้าใจผลกระทบของการกู้ยืม และใช้จ่ายอย่างมีวินัย เพื่อไม่ให้ความสะดวกในวันนี้ กลายเป็นภาระในอนาคต
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB