บาทเปิด 33.78 แข็งค่าเล็กน้อย จับตาตะวันออกกลาง-ทิศทางดอกเบี้ย Fed
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.78 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จับตาตะวันออกกลาง-ทิศทางดอกเบี้ย Fed
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.78 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.81 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Down หลังมีจังหวะอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 33.80 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.75-33.83 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง
ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่จะกระทบต่อการเดินเรือผ่านทั้งช่องแคบ Hormuz และ ช่องแคบ Bab al-Mandeb ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง (ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นทะลุระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงขายเงินดอลลาร์ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน กอปรกับจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการกลับมาเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และแรงซื้อตามกลยุทธ์เชิงเทคนิคัล หลังราคาทองคำปรับตัวขึ้นทะลุโซนแนวต้าน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ได้ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หลังบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ โดยรวมเผชิญแรงกดดันจากแรงขายหุ้นเทคฯ ใหญ่ ก่อนรับรู้รายงานผลประกอบการของ Alphabet และ Tesla อีกทั้งการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบได้ส่งผลให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ นอกเหนือจาก Fed พอสมควร ซึ่งช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นบ้างของบรรดาสกุลเงินหลัก อาทิ เงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP)
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว ตามแรงขายหุ้นเทคฯ ใหญ่ ก่อนรับรู้รายงานผลประกอบการของ Alphabet -1.5% และ Tesla -1.3% ซึ่งสุดท้ายผลประกอบการของทั้งสองบริษัทออกมาน่าผิดหวังและทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลงต่อในช่วง After Market พอสมควร ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor นำโดย Nvidia +2.3% นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามราคาน้ำมันดิบที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้โดยรวม ดัชนี Dow Jones ย่อลง -0.01% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.14% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -0.57%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 4.66% ตามการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งมีส่วนทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ (ให้โอกาสราว 71% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) ทว่า ภาวะระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาดได้ช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้บ้าง
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง แม้จะได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่หนุนการปรับเพิ่มโอกาส Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ทว่าภาวะดังกล่าวได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังเผชิญแรงกดดันบ้างตามการปรับตัวลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวมที่สวนทางกับตลาดหุ้นฝั่งยุโรป ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลง สู่โซน 101.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.0-101.2 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ แม้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) จะเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทว่า จังหวะอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ความหวังของผู้เล่นในตลาดบางส่วนต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และแรงซื้อในเชิงเทคนิคัล หลังราคาทองคำปรับตัวขึ้นทะลุโซนแนวต้าน ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นบ้างและแกว่งตัวเหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เราคงมุมมองเดิมว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (ซึ่งต้องเห็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทั่วทั้งตะวันออกกลาง จนกระทบต่ออุปทานของพลังงานโลก) แม้จะยังคงมีความไม่แน่นอนสูง เหมือนในปัจจุบัน เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยโซนแนวต้านของเงินบาทอาจขยับสูงขึ้นบ้างสู่โซน 33.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์ หลังเงินบาทได้อ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านในช่วง 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์ ที่เราได้ประเมินไว้ในช่วงก่อนหน้า ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.65 บาทต่อดอลลาร์ และโซนสำคัญอย่าง 33.50 บาทต่อดอลลาร์
อย่างไรก็ดี เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งจะกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ ราคาทองคำ รวมถึงหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ได้
เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ (หากมองใน Time Frame รายวัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซน 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มในระยะสั้นได้) เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
"มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.70-33.90 บาท/ดอลลาร์"
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB