บาทอ่อน! เปิดที่ 33.83 บาท น้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ ทองร่วง สงครามตึงเครียด
บาทอ่อน! น้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ทองร่วง สงครามตะวันออกกลางตึงเครียด เปิดที่ 33.83 บาท/ดอลลาร์ จับตา! เฟดขึ้นดอกเบี้ย
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.83 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.81 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 33.79-33.87 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยการทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ
ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ (XAUUSD) ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้น จากถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ระบุว่า สหรัฐฯ อาจเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่กับอิหร่าน ในเร็ววันนี้
ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยล่าสุด ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังเงินดอลลาร์ชะลอการแข็งค่าลง ตามภาพตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลงมากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ตามแรงเทขายหุ้นเทคฯ ใหญ่ กอปรกับ ผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ อย่าง BOE มากกว่า Fed ซึ่งช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นบ้างของเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) อนึ่ง แม้จะมีการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าโดยทางการสหรัฐฯ ผ่านการอาศัยมาตรา 301 ล่าสุด ที่ไทยเสี่ยงเผชิญภาษีนำเข้าในอัตรา 12.5% ทว่าปัจจัยดังกล่าวกลับไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินมากนัก และผู้เล่นในตลาดยังคงให้ความสนใจกับประเด็นสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางแรงขายหุ้นเทคฯ ใหญ่ หลังการประกาศผลประกอบการของ Alphabet -7.1% ในวันก่อนหน้า ทำให้ผู้เล่นในตลาดมีความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI (AI Capital Expenditures) และต่างตั้งคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่า รวมถึงผลตอบแทนจากแนวโน้มการเพิ่ม AI CapEx มหาศาลดังกล่าว อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare
นอกจากนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้น จนหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ยังได้ช่วยพยุงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผ่านการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของหุ้นกลุ่มพลังงาน ทำให้โดยรวม ดัชนี Dow Jones ปรับตัวลง -0.97% ส่วน ดัชนี S&P 500 ปิดตลาด -1.21 % ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ดิ่งลง -2.15%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สู่ระดับ 4.70% ตามการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งมีส่วนทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ (ให้โอกาสราว 78% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) ทว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้บ้าง
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์กลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักอื่นๆ ไม่ต่างจาก Fed เช่นกัน ทำให้บรรดาสกุลเงินหลัก อาทิ เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) รีบาวด์ขึ้นบ้าง นอกจากนี้ ภาพตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลงแรงกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ตามแรงขายหุ้นเทคฯ ใหญ่ ได้เป็นอีกปัจจัยที่ชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 101.4 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.1-101.5 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ ความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งหนุนทั้งการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ยีลด์ระยะยาวอื่นๆ) ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สู่โซน 4,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนบ้างจากแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด กอปรกับการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ชะลอลงบ้าง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มบรรดาเศรษฐกิจหลัก ทั้ง สหรัฐฯ ยูโรโซน และอังกฤษ ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ ในเดือนกรกฎาคม (Manufacturing and Services PMIs)
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เราประเมินว่า ในระยะสั้น หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น ตามคำขู่ของประธานาธิบดี Donald Trump ล่าสุด อาจสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทเพิ่มเติม และทำให้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบหรือทะลุโซนแนวต้าน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ซึ่งเงินบาทจะอ่อนค่าลงทดสอบหรือทะลุโซนดังกล่าวได้หรือไม่นั้น จะขึ้นกับ การโจมตีตอบโต้ของอิหร่าน และพันธมิตร Axis of Resistance อย่าง กลุ่ม Houthis ว่าจะมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลาง หรือไม่
เพราะหากมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน จนกระทบต่อการผลิตและอุปทานพลังงานโลกอย่างชัดเจน เรากังวลว่า ราคาน้ำมันดิบเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้น มากกว่า ระดับ 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่เราประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสไปถึงได้ หากโฟลว์น้ำมันจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบ Hormuz ลดลงจนเหลือ 0 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะเป็นกรณีที่ไม่ได้รุนแรงเหมือนกับการถูกโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (ซึ่งเราขอย้ำว่า ต้องเห็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทั่วทั้งตะวันออกกลาง จนกระทบต่ออุปทานของพลังงานโลก) เหมือนที่สถานการณ์กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยโซนแนวต้านของเงินบาทอาจขยับสูงขึ้นบ้างสู่โซน 33.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์ (ซึ่งเป็นกรอบบนของเงินบาทที่เราประเมินไว้สำหรับสัปดาห์นี้) ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.65 บาทต่อดอลลาร์ และโซนสำคัญอย่าง 33.50 บาทต่อดอลลาร์
อย่างไรก็ดี เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งจะกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ ราคาทองคำ รวมถึงหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ได้
และที่สำคัญ เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจน จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า หากเทียบเคียงกับช่วงก่อนหน้าที่สหรัฐฯ ได้ดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือน จนกว่าการปิดล้อมทางทะเลจะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเงินต่ออิหร่านมากเพียงพอ ให้ทางการอิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจาหยุดยิง
"มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.75-33.95 บาท/ดอลลาร์"
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.85 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.81 บาท/ดอลลาร์
สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐดีดตัวขึ้น ทำให้นักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้เพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ล่าสุดราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ทะลุ 92 ดอลลาร์/บาร์เรล รวมทั้งราคาทองก็ร่วงลงกว่า 100 ดอลลาร์ จ่อหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ และมีความเสี่ยงที่จะร่วงลงสู่ระดับ 3,900 ดอลลาร์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
กองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านระลอกใหม่ ขณะที่อิหร่านยิงถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะใช้ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่เพื่อตอบโต้อิหร่านและกลุ่มฮูตี หลังจากที่กลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการหนุนหลังโดยอิหร่าน ได้ก่อเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียสองลำในทะเลแดง
กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ลดลง 22,000 ราย สู่ระดับ 187,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 215,000 ราย
เมื่อวานนี้ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตามการคาดการณ์ของตลาด โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ระดับ 2.25% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ระดับ 2.65% ส่วนอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ระดับ 2.40% ขณะที่การสู้รบเริ่มปะทุขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ ECB มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เกิดจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 1,786 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 1,891 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 33.75 - 34.00 แนะนำ ซื้อ 33.75 / ขาย 34.00
- EUR/THB 38.20 - 38.70 แนะนำ ซื้อ 38.20 / ขาย 38.70
- JPY/THB 0.2045 - 0.2085 แนะนำ ซื้อ 0.2045 / ขาย 0.2085
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB