เฟด คงดอกเบี้ย ส่งผลเงินบาทแข็งค่าขึ้น เปิดเช้านี้ ที่ 33.47 บาท/ดอลลาร์
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.47 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” หลังเฟดมีมติ 9-3 คงดอกเบี้ย ส่งผลดอลลาร์อ่อน ดันเงินบาทแข็ง นักวิเคราะห์ ชี้ ยังมี "Two-way Risk" รอปัจจัยใหม่
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.47 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.57 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันที่ 27 กรกฎาคม)
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นในลักษณะ Sideways Down ทดสอบโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ เป็นระยะๆ ก่อนที่จะแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับดังกล่าว ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์
ที่มาพร้อมกับการปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ในช่วงหลังตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม FOMC เดือนกรกฎาคม ที่คณะกรรมการ FOMC มีมติ 9-3 ให้คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ตามคาด
แม้ว่าจะมีคณะกรรมการฯ 3 ท่าน สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย +25bps ในการประชุมครั้งนี้ ทว่า ถ้อยแถลงของประธาน Fed Kevin Warsh ในช่วง Press Conference กลับไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจน ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed แม้จะยังคงย้ำจุดยืนว่า Fed ต้องการรักษาเสถียรภาพราคาและยังคงมีเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ 2% นอกจากนี้ การกล่าวถึง การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ (ทั้ง Nominal Yields และ Real Yields) พอสมควรนับตั้งแต่ช่วงการประชุม FOMC ครั้งก่อน โดยประธาน Fed ยังทำให้ผู้เล่นในตลาดตีความได้ว่า Fed ได้อาศัยการปรับตัวของตลาดการเงิน อย่าง การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ เพื่อชดเชยการดำเนินนโยบายการเงิน ในช่วงที่ Fed ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะกลุ่ม AI/Semiconductor สอดคล้องกับแรงเทขายหุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งตลาดหุ้นเอเชีย นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อ แนวโน้มการลงทุนใน AI และต่างตั้งคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่า รวมถึงผลตอบแทนจากแนวโน้มการเพิ่ม AI CapEx มหาศาล อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ทำให้โดยรวม ดัชนี Dow Jones ดิ่งลง -2.19% ส่วน ดัชนี S&P 500 ปิดตลาด ดิ่งลง -1.52 % ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ดิ่งลง -1.74%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สู่ระดับ 4.68% สวนทางกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 2 ปี สหรัฐฯ หลัง Fed คงดอกเบี้ยตามคาด ส่วนประธาน Fed ยังไม่ได้ส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่ออย่างชัดเจน ตามที่ตลาดคาดหวัง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed (ให้โอกาสราว 38% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) กดดันให้บอนด์ยีลด์ระยะสั้นปรับตัวลดลง ทว่าบอนด์ยีลด์ระยะยาวกลับทยอยปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ในอนาคต
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยเราประเมินว่า BOE อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.75% ตามเดิม หลังอัตราเงินเฟ้อของอังกฤษมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่อง ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่ BOE อาจย้ำจุดยืนพร้อมปรับดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์และอาจมีบางส่วนโหวตให้ขึ้นดอกเบี้ยได้ หลังราคาพลังงานได้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงระยะสั้นที่ผ่านมา พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ อัตราการเติบโตเศรษฐกิจยูโรโซนในไตรมาสที่ 2 ของยูโรโซน
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงและมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และที่สำคัญ ควรจับตาการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอควร
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เราประเมินว่า ในระยะสั้น เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ไปก่อนได้ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ทั้งในส่วนของผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง BOE และ BOJ (ในวันศุกร์นี้) รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ PCE นอกจากนี้ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้เล่นในตลาดต่อรอติดตามอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง จนหนุนให้ ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น โดยเราประเมินว่า เงินบาทอาจยังพอมีโซนแนวต้านในช่วง 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับนั้น ยังคงอยู่ในช่วง 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์
และที่สำคัญ เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจน จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่าหากเทียบเคียงกับช่วงก่อนหน้าที่สหรัฐฯ ได้ดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือน จนกว่าการปิดล้อมทางทะเลจะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเงินต่ออิหร่านมากเพียงพอให้ทางการอิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจาหยุดยิง
เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ (หากมองใน Time Frame รายวัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซน 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มในระยะสั้นได้) เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.40-33.65 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.49 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่ระดับ 33.58 บาท/ดอลลาร์ โดยดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์ในการคงอัตราดอกเบี้ย
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ซึ่งเสร็จสิ้นลงในวันพุธที่ 29 ก.ค. โดยคณะกรรมการฯ มีมติด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ตามการคาดการณ์ของตลาดโดยมติคงอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนภารกิจ Dual Mandate ของเฟด คือการจ้างงานที่ขยายตัวอย่างเต็มศักยภาพและอัตราเงินเฟ้อที่เคลื่อนตัวสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ยังคงยืนยันถึงนโยบายในการรักษาระดับทุนสำรองให้มีความเพียงพอในระบบธนาคาร
ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ที่ต้องติดตาม ได้แก่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2569 (ประมาณการเบื้องต้น) และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนมิ.ย. ส่วนในวันพรุ่งนี้ (31 ก.ค.) มีตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ค. ของสหรัฐฯ
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 33.30 - 33.80 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 33.30/ขาย 33.80
- EUR/THB 38.10 - 38.60 แนะนำ ซื้อที่ 38.10/ขาย 38.60
- JPY/THB 0.2030 - 0.2080 แนะนำ ซื้อที่ 0.2030/ขาย 0.2080
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB