เงินบาทแข็งสุดในรอบหลายวัน! ที่ระดับ 33.24 บาท/ดอลลาร์
เงินบาทแข็งสุดในรอบหลายวัน! ที่ระดับ 33.24 บาท/ดอลลาร์ ตลาดลดโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ย จากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าคาด จับตา! ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญคืนนี้ต่อ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.24 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.42 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Down ทดสอบโซนแนวรับ 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.23-33.43 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ที่นอกเหนือจากจะกดดันให้ ราคาพลังงานปรับตัวลดลงต่อเนื่อง (ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ปรับตัวลงสู่ระดับ 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ยังส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลง หนุนการรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ตามการปรับลดโอกาส Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย (ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดยังคงให้โอกาส 27% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้)
นอกจากนี้ โอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยนั้นยังถูกกดดันจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาแย่กว่าคาด อาทิ ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) เดือนมิถุนายน ที่ระดับ 7.359 ล้านตำแหน่ง อีกทั้งยังมีการปรับลดรายงานข้อมูลครั้งก่อนบ้าง ส่วนยอดคำสั่งซื้อสินค้าภาคโรงงาน (Factory Orders) เดือนมิถุนายน หดตัว -0.3%m/m แย่กว่าคาด
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่ยังคงรายงานผลประกอบการที่สดใส กอปรกับ ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาส Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง ช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth ทว่า ภาพดังกล่าวได้กดดันราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามการปรับตัวลงของราคาพลังงาน ทำให้โดยรวม ดัชนี Dow Jones ปรับตัวขึ้น +1.71% ส่วน ดัชนี S&P 500 ปิดตลาด +1.79% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite พุ่งขึ้น +2.59%
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้ง ตามการปรับลดโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ย ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อีกทั้งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ได้ออกมาแย่กว่าคาด ทั้งนี้ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่มีส่วนกดดันเงินเยนญี่ปุ่นให้เคลื่อนไหวเหนือโซน 157.50 เยนต่อดอลลาร์ นั้น ยังพอช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์บ้าง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลง สู่โซน 99.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.8-100.1 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ ความคาดหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับ การทยอยปรับตัวลดลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทยอยปรับตัวสูงขึ้นทดสอบโซนแนวต้าน 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทว่า ราคาทองคำยังคงไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจน ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมและแรงขายทำกำไรการรีบาวด์ของราคาทองคำจากผู้เล่นบางส่วน
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทั้ง ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ในเดือนกรกฎาคม ที่จะช่วยสะท้อนถึง แนวโน้มยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ที่จะรายงานในวันศุกร์นี้ได้ รวมถึง รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) เดือนกรกฎาคม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดสต็อกน้ำมันในสหรัฐฯ โดย EIA ที่อาจกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ WTI บ้าง นอกเหนือจากประเด็นสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ในฝั่งไทยนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนกรกฎาคม โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยอาจสูงขึ้นสู่ระดับ 2.60% ตามผลของฐานต่ำในปีก่อนหน้า หลังโมเมนตัมรายเดือนติดลบราว -0.1%m/m ตามการปรับตัวลงของราคาพลังงานโดยเฉลี่ย ทว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอาจสูงขึ้นสู่ระดับ 1.41% ตามการทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และที่สำคัญ ควรจับตา ทั้งการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor และค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
"มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.10-33.40 บาท/ดอลลาร์"
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB