เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย เปิดที่ระดับ 33.07 บาท/ดอลลาร์
เงินบาทแตะ 33.00 บาท/ดอลลาร์อีกครั้ง! ได้แรงหนุนทองฟื้น แต่ยังเสี่ยงผันผวน 2 ทาง เปิดที่ 33.07 บาท/ดอลลาร์ "แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย"
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.07 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.17 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันที่ 11 สิงหาคม) โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 11 สิงหาคม ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 32.98-33.18 บาทต่อดอลลาร์) ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์
ที่มาพร้อมกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการปรับตัวขึ้นบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ที่ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน ซึ่งชะลอตัวลงต่อเนื่อง และออกมาตามคาด (CPI 3.4%, Core CPI 2.5%)
ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมุมมองเดิมว่า Fed ยังมีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้ราว 1 ครั้ง (โอกาสครั้งที่ 2 อยู่ที่ราว 9% ลดลงเล็กน้อยจาก 13% ในช่วงก่อนรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI) โดยความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง กอปรกับภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ได้หนุนการรีบาวด์ขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ส่งผลชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ทั้งนี้ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย เงินบาทได้แรงหนุนบ้าง ตามการรีบาวด์ขึ้นอีกครั้งของราคาทองคำสู่โซน 4,430 ดอลลาร์ต่อออนซ์
บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มทยอยเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ลงบ้าง จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ชะลอลงตามคาด อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงทำให้ผู้เล่นในตลาดไม่รีบเปิดรับความเสี่ยงอย่างเต็มที่ ทำให้ โดยรวม ดัชนี Dow Jones ย่อตัวลง 0.04% ส่วน ดัชนี S&P 500 ปิดตลาด 0.26% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น 0.54% (หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวน สอดคล้องกับทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ชะลอตัวลงตามคาด ก่อนจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดไม่ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย Fed อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้อานิสงส์บ้างจากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นฝั่งยุโรป ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 99.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.6-100 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ แม้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) จะได้แรงหนุนในช่วงแรงตามจังหวะการปรับตัวลงของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และจังหวะการรีบาวด์สูงขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์ กับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ชะลอและจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำไว้แถวโซน 4,450-4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนกรกฎาคม เพื่อประกอบการประเมิน อัตราเงินเฟ้อ PCE ที่ Fed ติดตาม หลังรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ล่าสุด นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงาน ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims)
ในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษ ผ่านรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 และ ยอดผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนมิถุนายน พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ยอดผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนมิถุนายน ของยูโรโซน เช่นกัน
ส่วนทางฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) ในเดือนกรกฎาคม ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ตามอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาล
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
"มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.95-33.20 บาท/ดอลลาร์"
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.08 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวันอังคารที่ระดับ 33.20 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพุธ (12 ส.ค.) เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยหนุนแรงซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย แม้ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ชะลอตัวลงสอดคล้องกับการคาดการณ์ ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังไม่ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า
นักลงทุนยังคงติดตามสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดแหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยว่าการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งของทั้งสองประเทศยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ อ้างว่า สหรัฐฯ ยังคงควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด พร้อมยืนยันว่ากองกำลังสหรัฐฯ จะยังคงประจำการในน่านน้ำยุทธศาสตร์แห่งนี้ต่อไป
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวันอังคารนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 112.58 ล้านบาท และขายสุทธิพันธบัตรไทย 5,364 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 33.00 - 33.30 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 33.00 / ขาย 33.30
- EUR/THB 38.00 - 38.40 แนะนำ ซื้อ 38.00 / ขาย 38.40
- JPY/THB 0.2060 - 0.2110 แนะนำ ซื้อ 0.2060 / ขาย 0.2110
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB