เงินบาทเปิด 33.04 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าเล็กน้อย จับตาสถานการณ์ตะวันออกกลาง
เงินบาทเสี่ยง Two-Way Risk! ตลาดจับตา Fed-ตะวันออกกลาง กดดันค่าเงินผันผวน เปิดที่ 33.04 บาท/ดอลลาร์ "อ่อนค่าลงเล็กน้อย"
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.04 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.99 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงเล็กน้อย และเคลื่อนไหวเหนือโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.97-33.07 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ
ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้น หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงการเจรจาเพื่อเปิดช่องแคบ Hormuz นั้น ไร้ความคืบหน้า
อย่างไรก็ดี เงินบาทยังพอได้แรงหนุนบ้าง หลังราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถทยอยปรับตัวขึ้นบ้างและเคลื่อนไหวเหนือโซนแนวต้าน 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ อย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง ทว่า ราคาทองคำยังคงได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อเพื่อปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด หลังราคาทองคำปรับตัวขึ้นทะลุโซนแนวต้าน ขณะเดียวกัน ความกังวลต่อแนวโน้มฐานะการคลังของสหรัฐฯ ที่สะท้อนผ่านแรงขายบอนด์ระยะยาว ทั้งบอนด์ 10 ปี และ 30 ปี ได้เป็นอีกปัจจัยที่หนุนราคาทองคำ
บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวอีกครั้ง ท่ามกลางความเสี่ยงสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจร้อนแรงขึ้น ซึ่งหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบและยังทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยบ้าง (โอกาสราว 94% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้) โดยความกังวลดังกล่าวได้กดดันให้บรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ของสหรัฐฯ ต่างปรับตัวลง อาทิ Meta -3.5% Microsoft -3.0% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Chevron +1.4% ทำให้ โดยรวม ดัชนี Dow Jones ปรับตัวลง 0.51% ส่วน ดัชนี S&P 500 ปิดตลาด 0.52% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง 0.32%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 4.73% หลังความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยบ้าง ขณะเดียวกัน ความกังวลต่อแนวโน้มการออกบอนด์ของทั้งฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ และภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวกับ AI ได้สร้างแรงกดดันต่อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เพิ่มเติม อย่างไรก็ดี ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ บ้าง แม้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเคลื่อนไหวผันผวนในช่วงที่ผ่านมา
และล่าสุด บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4.70% อีกครั้ง ทว่า เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า นอกจากนี้ ระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ล่าสุด ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงพอควร และสามารถรองรับความเสี่ยง ในกรณีที่ Fed ตัดสินใจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้จริงราว 2-3 ครั้ง
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยบ้าง นอกจากนี้ ส่วนต่างบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กับญี่ปุ่นที่กว้างขึ้นบ้าง ยังมีส่วนกดดันให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.4-99.7 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ แม้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) จะเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ความกังวลต่อฐานะการคลังของสหรัฐฯ รวมถึงแรงซื้อเพื่อปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด ได้หนุนให้ราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้น สู่โซน 4,475 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคม พร้อมติดตาม รายงานข้อมูลตลาดบ้าน อาทิ ยอด Housing Starts และ Pending Home Sales
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.95-33.15 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.05 บาท/ดอลลาร์ ใกล้เคียงกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.00 บาท/ดอลลาร์
สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ หลังสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ลดลงอย่างเหนือความคาดหมายในเดือนก.ค. รวมทั้งตัวเลขเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงสอดคล้องกับการคาดการณ์ ซึ่งรวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ทำให้นักลงทุนลดคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ขณะที่ราคาทองโลกพุ่งขึ้นทะลุระดับ 4,400 ดอลลาร์ โดยนักลงทุนลดคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยคาดว่าเฟดจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. หลังการเปิดเผยยอดค้าปลีกที่อ่อนแอ, ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ต่ำกว่าคาด และตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่สูงกว่าคาด ขณะเดียวกันยังคงจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นโดยได้รับอานิสงส์จากราคาทองคำที่ปรับขึ้น ขณะที่ตัวเลข GDP ไตรมาส 2/69 ของไทยนั้น ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อค่าเงินบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 32.95 - 33.15 แนะนำ ซื้อ 32.95 / ขาย 33.15
- EUR/THB 38.00 - 38.50 แนะนำ ซื้อ 38.00 / ขาย 38.50
- JPY/THB 0.2040 - 0.2090 แนะนำ ซื้อ 0.2040 / ขาย 0.2090
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB