บาทแข็งค่าทะลุ 33 บาท/ดอลลาร์ จับตา! แรงหนุนจากทองคำ-บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.87 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” รับแรงหนุนจากดอลลาร์อ่อน บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ลด และราคาทองคำพุ่ง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.87 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.04 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น มากกว่าที่เราประเมินไว้ จนทะลุโซนแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องทดสอบโซนแนวรับ 32.85 บาทต่อดอลลาร์ ที่เป็นกรอบล่างทั้งสัปดาห์จากที่เราได้ประเมินไว้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
หนุนโดยการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวลงเร็วของบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ทันทีที่มีการประกาศจากกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ว่า จะมีการขยายวงเงินซื้อคืนพันธบัตร (Bond Buyback Operation) สำหรับบอนด์ระยะยาวตั้งแต่ช่วง 10 ปี ขึ้นไป อย่างน้อยเป็นสองเท่า จากเดิม 2 พันล้านดอลลาร์ เป็น 4 พันล้านดอลลาร์ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน จนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน
นอกจากนี้ ทางกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ยังได้ระบุอีกว่า การเพิ่มวงเงินดังกล่าว สะท้อนถึงความพยายามในการเพิ่มสภาพคล่องให้กับบอนด์ระยะยาว ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ทางการสหรัฐฯ ได้ติดตามสถานการณ์ในตลาดการเงินอย่างใกล้ชิดและพร้อมเข้าดูแลเพื่อลดความปั่นป่วนของตลาดบอนด์ หลังบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
นอกเหนือจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ เงินบาทยังได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นแรงของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่สามารถปรับตัวขึ้นทะลุโซนแนวต้าน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้สำเร็จ นอกจากนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจนทะลุโซนแนวรับสำคัญ อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่เพิ่มสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) อาจต้องปิดสถานะดังกล่าวลงบ้าง ช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ และหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ได้จำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท รวมถึงจำกัดไม่ให้ผู้เล่นในตลาดกล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงอย่างชัดเจน
บรรยากาศตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ หลังกระทรวงการคลังประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนบอนด์ระยะยาว นอกจากนี้ ผลการทดลองวัคซีนมะเร็ง แบบ mRNA ของทาง Moderna +177% กับ Merck +12.6% ที่ออกมาสดใส ยังได้หนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม Healthcare ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดยังไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก ท่ามกลาง สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ ทำให้ โดยรวม ดัชนี Dow Jones ปรับตัวขึ้น +0.22% ส่วน ดัชนี S&P 500 ปิดตลาด +0.21% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite รีบาวด์ขึ้น +0.16%
ด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ตามการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ซึ่งมีส่วนช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นพอควรของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ตามส่วนต่างของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ กับญี่ปุ่นที่แคบลง ทั้งนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ได้ชะลอและจำกัดการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 98.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.7-99.5 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ที่มาพร้อมกับการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) พุ่งสูงขึ้นสู่ระดับ 4,570 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ แรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด กอปรกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ได้ชะลอและจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีภาวะภาคธุรกิจโดยบรรดา Fed สาขาต่างๆ อาทิ ดัชนีภาวะภาคธุรกิจการผลิต ของ Philadelphia Fed เดือนสิงหาคม รวมถึง รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน
แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.75-33.00 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.85 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.06 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยถูกกดดันจากการปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร หลังจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ในวันพุธว่า ทางกระทรวงฯ จะซื้อคืนพันธบัตรในช่วงอายุ 10-20 ปี และ 20-30 ปี โดยจะเพิ่มขนาดวงเงินสูงสุดของการซื้อคืนพันธบัตรดังกล่าวอย่างน้อยเป็นสองเท่า จากเดิม 2 พันล้านดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน และจะดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน
ผลของรายงานการประชุมประจำเดือนกรกฎาคมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ระบุว่ากรรมการเฟดมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับเงินเฟ้อ โดยกรรมการหลายคนกล่าวว่าเฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อไม่ลดลงสู่เป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2% แต่ไม่ได้มีผลปฏิกิริยากับนักลงทุน
ล่าสุด เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า ขณะนี้นักลงทุนให้น้ำหนัก 65% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 กันยายนนี้ เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนลดแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 32.60-33.00 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 32.60/ขาย 33.00
- EUR/THB 38.10-38.60 แนะนำ ซื้อที่ 38.10/ขาย 38.60
- JPY/THB 0.2050-0.2100 แนะนำ ซื้อที่ 0.2050/ขาย 0.2100
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB