เงินบาทพลิกอ่อนหนัก! หลุด 33 บาท/ดอลลาร์ เปิดที่ 33.16 บาท/ดอลลาร์
เงินบาทพลิกอ่อนหนัก! หลุด 33 บาท/ดอลลาร์ เปิดที่ 33.16 บาท/ดอลลาร์ จับตา Fed-ตะวันออกกลาง กดดันค่าเงินผันผวนสูง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.16 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.94 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงหนัก ทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 32.89-33.19 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดตีความถ้อยแถลงของประธาน Fed Kevin Warsh ในงาน Jackson Hole Symposium
ว่ามีความ Hawkish ขึ้นมาก จากช่วงก่อนหน้า ทำให้ผู้เล่นในตลาดพร้อมใจกันปรับเพิ่มโอกาส Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ โดยเฉพาะ โอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น พร้อมกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลงหนัก สร้างแรงกดดันต่อเงินบาทพอสมควร
สัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้อยแถลงของประธาน Fed Kevin Warsh ในงาน Jackson Hole Symposium ที่ย้ำว่า Fed พร้อมคุมปัญหาเงินเฟ้อให้สำเร็จ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดเพิ่มโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้พอสมควร
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ และ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้มีกำลังมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงที่เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงได้บ้าง หรือ อย่างน้อยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways (ในเชิงเทคนิคัล เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้มอ่อนค่าลงแล้ว ภายใต้การประเมินโดยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน) โดยในระยะสั้น ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่หนุนให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น อาจสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทได้
อย่างไรก็ดี เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ Fed และเราขอย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน
โดยหาก รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง กดดันให้ เงินดอลลาร์ย่อตัวลง พร้อมหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำบ้าง ทำให้ เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่โดยรวม เงินบาทอาจมีโซนแนวรับสำคัญแถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.80-32.85 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวต้านจะอยู่ในโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์) ทั้งนี้ ควรติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินและส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงผันผวนสูงและเผชิญ Two-Way Risk หลังผู้เล่นในตลาดคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในเดือนกันยายนและในปีนี้ พอสมควร ทำให้ เงินดอลลาร์เสี่ยงอ่อนค่าลงได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงอาจช่วยหนุนเงินดอลลาร์
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.85-33.50 บาท/ดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.05-33.30 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.15 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ ที่ 32.95 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักในวันศุกร์ (28 ส.ค.) และทำสถิติปรับขึ้นรายวันมากที่สุดในรอบ 2 เดือนครึ่ง หลังนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณว่า เฟดอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อยังไม่ลดลงอย่างชัดเจนสู่เป้าหมาย 2%
เครื่องมือ CME FedWatch ระบุว่า หลังนายเควิน วอร์ชแสดงความคิดเห็น ตลาดคาดการณ์โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมเดือนก.ย. เพิ่มขึ้นเป็น 57.5% จากประมาณ 35% ก่อนการกล่าวสุนทรพจน์
ราคาทองร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดดิ่งลงกว่า 100 ดอลลาร์ และน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ลดลงปิดที่ 83.40 ดอลล่าร์/บาร์เรล ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือนก.ย. ขณะเดียวกันตลาดยังติดตามข่าวลือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะมีข้อตกลงเปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนก.ค. ของไทย ฟันด์โฟลว์ต่างชาติและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนก.ค. ดัชนี ISM และ PMI ภาคการผลิต/ภาคบริการ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงานเดือนส.ค. ข้อมูลจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ รวมถึงรายงาน Beige Book ของเฟด
นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามดัชนี PMI ภาคการผลิต/ภาคบริการเดือนส.ค. ของจีน ญี่ปุ่น ยูโรโซนและอังกฤษ รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อเดือนส.ค. ของยูโรโซนด้วยเช่นกัน
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 33.00 - 33.30 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 33.00 / ขาย 33.30
- EUR/THB 37.75 - 38.25 แนะนำ ซื้อที่ 37.75 / ขาย 38.25
- JPY/THB 0.2050 - 0.2090 แนะนำ ซื้อที่ 0.2050 / ขาย 0.2090
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB