เงินบาทอ่อน! ดอลลาร์แข็ง-บอนด์ยีลด์พุ่ง เช้านี้เปิด 33.32 บาท/ดอลลาร์
เงินบาทเปิดเช้านี้ที่ 33.32 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อย หลังเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น ท่ามกลางความกังวลตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.32 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.24 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง ทะลุโซนแนวต้าน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.23-33.33 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์ทยอยปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ
ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) ได้ทยอยปรับตัวลงสู่ระดับ 4,330 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น ซึ่งหนุนให้ ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI พุ่งขึ้น สู่ระดับ 95.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามลำดับ ขณะเดียวกัน ภาพดังกล่าวยังได้ทำให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ เป็นราว 60% จากระดับราว 50% ในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ล่าสุดที่ออกมาผสมผสาน อาทิ ดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม เดือนสิงหาคม ได้ชะลอลงสู่ระดับ 54.6 จุด (ต่ำกว่าที่ตลาดคาด 55.2 จุด) แต่ดัชนีในส่วนราคา (ISM Manufacturing Prices) กลับทรงตัวที่ระดับ 71.1 จุด (สูงกว่าที่ตลาดมอง 70.5 จุด) ส่วนยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) เดือนกรกฎาคม อยู่ที่ระดับ 7.271 ล้านตำแหน่ง น้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ 7.33 ล้านตำแหน่ง
บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมยังคงถูกกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น ซึ่งหนุนการปรับเพิ่มโอกาส Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ อีกทั้งยังหนุนให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง กดดันบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจาการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของหุ้นกลุ่มพลังงาน รวมถึงหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dow Jones ปรับตัวลง 0.79% ส่วน ดัชนี S&P 500 ปิดตลาดลดลง 0.71 ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง 1.03%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นทะลุโซน 4.80% หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงทวีความร้อนแรงต่อ สร้างความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อของผู้เล่นในตลาด และทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มโอกาส Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ แม้ว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะทยอยปรับตัวสูงทดสอบโซน 4.80% อีกทั้ง ยังคงมีความเสี่ยงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น และหนุนโอกาส Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.7 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.5-99.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ยังคงสร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ส่งผลให้ ราคาทองคำปรับตัวลงสู่โซน 4,375 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.20 - 33.45 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ 33.28 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งขึ้นทั่วโลก ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อหลังจากสหรัฐและอิหร่านกลับมาเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งอาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ราคาทองร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ หลุด 4,400 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ โดยถูกกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์ และการดีดตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น
เมื่อคืนกระทรวงแรงงานสหรัฐเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน เพิ่มขึ้น 89,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 7.271 ล้านตำแหน่งในเดือนก.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 7.300 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 7.182 ล้านตำแหน่งในเดือนมิ.ย.
นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินภาวะตลาดแรงงานและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่จะประกาศในวันศุกร์ที่ 4 ก.ย. โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานเพิ่มขึ้น 58,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. หลังจากลดลง 23,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานทรงตัวที่ระดับ 4.1%
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 66.4% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนักเพียง 39.6% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเมื่อวานนี้ ซื้อสุทธิหุ้นไทย 2,061.15 ล้านบาท และขายสุทธิพันธบัตรไทย 10,332.18 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 33.15 - 33.45 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 33.15 / ขาย 33.45
- EUR/THB 38.35 - 38.85 แนะนำ ซื้อที่ 38.35 / ขาย 38.85
- JPY/THB 0.2060 - 0.2100 แนะนำ ซื้อ 0.2060 / ขาย 0.2100
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB