หุ้นไทย (25 ม.ค.64) ปิดช่วงบ่ายที่ระดับ 1,501.62 จุด เพิ่มขึ้น +3.74 จุด พร้อมปัจจัยที่ควรติดตามก่อนลงทุนวันพรุ่งนี้
หุ้นไทย (25 ม.ค.64) ปิดช่วงบ่ายวันนี้ที่ระดับ 1,501.62 จุด เพิ่มขึ้น +3.74 จุด (+0.25%) มูลค่าการซื้อขายราว 82,777.70 ล้านบาท พร้อมปัจจัยที่ควรติดตามก่อนลงทุนวันพรุ่งนี้ (26 ม.ค.)
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งแคบทั้งในแดนบวก-ลบสลับกัน คล้ายตลาดต่างประเทศ โดยตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียก็เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบ เหมือนตลาดในยุโรปที่เทรดบ่ายนี้
เนื่องจากตลาดไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามา ขณะเดียวกันตลาดก็เผชิญแรงขายทำกำไรมาตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้วจนหลุดแนว 1,500 จุด ทำให้ตลาดพยายามสร้างฐานก่อน เพราะยังไม่มีแรงที่จะขึ้นไปแม้ในช่วงบ่ายดัชนีได้กระตุกขึ้นไปเหนือ 1,500 จุด แต่ก็โดนแรงขายทำกำไรกดดัน อย่างไรก็ดีปิดตลาดก็สามารถกลับไปยืนเหนือ 1,500 จุดได้
ทั้งนี้ ให้ติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ว่าจะมีมาตรการอะไรออกมาอีกหรือไม่ และติดตามการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยหุ้นใหญ่ที่จะประกาศงบฯออกมาช่วงสัปดาห์นี้ ได้แก่ SCC, PTTEP เป็นต้น ส่วนนอกประเทศให้ติดตามผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์นี้
แนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (26 ม.ค.) นายวิจิตร กล่าวว่า ตลาดฯยังอยู่ในช่วงของการสร้างฐาน พร้อมให้แนวรับ 1,490-1,480 จุด ส่วนแนวต้าน 1,510 จุด
ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่
PTT มูลค่าการซื้อขาย 3,152.33 ล้านบาท ปิดที่ 40.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท
HANA มูลค่าการซื้อขาย 3,045.63 ล้านบาท ปิดที่ 56.25 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท
KBANK มูลค่าการซื้อขาย 3,041.31 ล้านบาท ปิดที่ 126.50 บาท ลดลง 2.50 บาท
STGT มูลค่าการซื้อขาย 2,659.97 ล้านบาท ปิดที่ 41.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท
CBG มูลค่าการซื้อขาย 2,531.05 ล้านบาท ปิดที่ 148.50 บาท เพิ่มขึ้น 8.00 บาท
หุ้นไทย (25 ม.ค.64) ปิดช่วงเช้าวันนี้ที่ระดับ 1,496.05 จุด ลดลง 1.83 จุด (-0.12%) มูลค่าการซื้อขายราว 42,841 ล้านบาท ไร้ปัจจัยใหม่ แกว่งไซด์เวย์ทั้งในแดนบวก-ลบ คล้ายคลึงกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย ตลาดบ้านเราได้รับแรงหนุนจากหุ้นขนาดกลาง และเล็ก
นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งไซด์เวย์ทั้งในแดนบวก-ลบ คล้ายคลึงกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่เคลื่อนไหวในลักษณะไซด์เวย์ เนื่องจากตลาดฯไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามา
ขณะเดียวกับเศรษฐกิจก็เริ่มชะลอตัว เห็นได้จากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของทางยุโรปที่ออกมาต่ำกว่าคาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ สมาชิกสภาคองเกรสหลายรายทั้งจากพรรครีพับลิกันและเดโมแครตต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ และตั้งข้อสงสัยถึงความจำเป็นของการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของประธานาธิบดีสหรัฐ โจ ไบเดน
ส่วนตลาดบ้านเราได้รับแรงหนุนจากหุ้นขนาดกลาง และเล็ก ขณะที่แรงกดดันยังมาจากหุ้นขนาดใหญ่ โดยตลาดฯเป็นลักษณะของการเล่นหุ้นตามปัจจัยเฉพาะตัว อย่างกลุ่มเครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง ปรับตัวขึ้นหลังจากที่คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไฟเขียวให้ใช้กัญชา-กัญชงเชิงพาณิชย์ ประเดิมในเครื่องสำอาง พร้อมเร่งทยอยออกกฎหมายใช้กัญชา-กัญชง ในผลิตภัณฑ์อื่น
อย่างไรก็ดี ให้จับตาเรื่องของฟองสบู่แตก หลังจากที่แบงก์ ออฟ อเมริกา ออกมาเตือนถึงโอกาสที่ฟองสบู่จะแตกในสหรัฐฯในช่วงไตรมาส 1/64 ทำให้ต้องจับตาสภาพคล่องในระบบ ซึ่งตอนนี้ถือว่าสภาพคล่องในระบบยังมีอยู่สูง ทำให้ราคาสินทรัพย์สูงกว่าปกติในเวลานี้ ซึ่งเมื่อใดที่มีการดึงสภาพคล่องออกไปจะทำให้ราคาสินทรัยพ์กลับมาเทรดในราคาปกติ แต่เชื่อว่าสภาพคล่องคงจะยังไม่ถูกดูดกลับในเร็วนี้
แนวโน้มการลงทุนในช่วงบ่ายนี้ นายวีระวัฒน์ กล่าวว่า ตลาดฯคงจะแกว่งไซด์เวย์ในกรอบ โดยมีแนวรับ 1,490 จุด ส่วนแนวต้าน 1,505 จุด
ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่
STGT มูลค่าการซื้อขาย 2,063.51 ล้านบาท ปิดที่ 41.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท
PTT มูลค่าการซื้อขาย 1,888.40 ล้านบาท ปิดที่ 40.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท
KBANK มูลค่าการซื้อขาย 1,797.29 ล้านบาท ปิดที่ 125.50 บาท ลดลง 3.50 บาท
CBG มูลค่าการซื้อขาย 1,443.18 ล้านบาท ปิดที่ 147.50 บาท เพิ่มขึ้น 7.00 บาท
KTC มูลค่าการซื้อขาย 1,199.60 ล้านบาท ปิดที่ 63.00 บาท ลดลง 0.50 บาท
เปิดการซื้อขายที่ดัชนี 1,498.92 จุด เพิ่มขึ้น +1.04 จุด (+0.07%) มูลค่าซื้อขาย 3,229.69 ล้านบาท
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดว่าจะแกว่ง Sideway ถึง Sideway Down จากแรงกดดัน Valuation ที่ตึงตัว และการขาย IPO ของหุ้นขนาดใหญ่ทำให้นักลงทุนสถาบัน และต่างชาติปรับพอร์ตลงทุน ขณะที่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้เคลื่อนไหวในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่
ราคาทองวันนี้ – 25 ม.ค. 64 ปรับราคา 2 ครั้ง
“ทองคำ” สินทรัพย์ลงทุนเหนือกาลเวลา
อย่างไรก็ดี ให้ติดตามการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ชุดใหญ่ว่าจะมีการผ่อนคลายการคุมเข้มการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 อย่างไรหรือไม่ และติดตามการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม Real Sector ซึ่งบริษัทที่น่าจะออกมาเร็วจะเป็น SCC, DTAC เป็นต้น ส่วนนอกประเทศในสัปดาห์นี้ให้ติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
พร้อมให้แนวรับ 1,485-1,490 จุด ส่วนแนวต้าน 1,505-1,510 จุด
ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 67.44 จุด, ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกง เพิ่มขึ้น 229.45 จุด, ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีน ลดลง 1.39 จุ
เงินบาทเปิด 29.98/30.00 แนวโน้มแกว่งกรอบแคบ ตลาดรอติดตามประชุมเฟดสัปดาห์นี้
ด้าน บล.ไทยพาณิชย์ มองว่า ปรับลงต่อจาก Sentiment เชิงลบ ตลาดหุ้นต่างประเทศ และราคาน้ำมันปรับลงกดดันกลุ่มพลังงาน
กลยุทธ์การลงทุน
SET ปรับลงได้ต่อ โดยมีปัจจัยกดดันจาก Sentiment เชิงลบของตลาดหุ้นต่างประเทศ และราคาน้ำมันที่อ่อนตัว กดดันราคาหุ้นในกลุ่มพลังงาน รวมถึงทิศทาง fund flow ที่เป็นลบจากแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศ และนักลงทุนสถาบันในประเทศ โดย SET มีแนวรับถัดไปที่ 1492 และ 1484 จุด ตามลำดับ ส่วนการฟื้นตัวถูกจำกัดที่กรอบบนบริเวณแนวต้าน 1510 และ 1517 จุด ตามลำดับ กลยุทธ์ ซื้อเก็งกำไรแบบ Selective Buy ในกลุ่มหุ้นที่แนวโน้มกำไรดี หรือมีปัจจัยเด่นเฉพาะตัว
ล็อคเป้าลงทุน คาด SET ปรับลงจากปัจจัยต่างประเทศ และ fund flow เป็นลบจากแรงขายต่างชาติ ระยะสั้นเก็งกำไร selective buy เน้น trading ในหุ้นกลุ่มที่อิงกับการเปิดกิจกรรมในประเทศ CPALL CPN BDMS SPA MINT CENTEL BTS BEM และหุ้น Earnings 4Q63 ที่คาดว่าจะออกมาดี BDMS GFPT CPF TU
แนะนำ BGRIM (ราคาเป้าหมาย 64.00 บาท) คาดกำไร 4Q63 โต QoQ และ YoY และคาดปี 2563-66 กำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ยปีละ 17% หนุนจากแผนเพิ่มกำลังการผลิตทั้งในและต่างประเทศต่อเนื่อง ตั้งเป้า 7,200 MW ในปี 2568 จากกำลังผลิตที่ยืนยันแล้ว 3,682 MW ทั้งยังมีจุดเด่นที่กระแสเงินสดมั่นคง ฐานลูกค้ากระจายตัวเพื่อลดความเสี่ยง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB