หุ้นไทย (8 มี.ค.64) ปิดการซื้อขาย 1,543.76 จุด ปรับลง -0.35 จุด พร้อม สรุปภาพรวม SET Index เดือน ก.พ.64
หุ้นไทย (8 มี.ค.64) ปิดการซื้อขาย 1,543.76 จุด ปรับลง -0.35 จุด (-0.02%) มูลค่าการซื้อขาย 108,474.21 ล้านบาท สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) เดือน ก.พ.64
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) เดือน ก.พ.64 ว่า ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกเผชิญกับความผันผวนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 12 เดือน สะท้อนความกังวลในการปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางหลักในหลายประเทศลดการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม SET Index ปรับตัวดีขึ้นตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยประเทศสหรัฐยังมีการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ยังจะเข้ามาช่วยกระตุ้นให้มีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก เนื่องจากประเทศสหรัฐมีสัดส่วนใหญ่ของการเติบโตเศรษฐกิจโลก และความคาดหวังในภาคบริการและท่องเที่ยวหลังจากเริ่มมีการนำเข้าวัคซีนมาเพื่อใช้ในประเทศ
ณ สิ้นเดือน ก.พ. 64 SET Index ปิดที่ 1,496.78 จุด เพิ่มขึ้น 2.0% จากเดือนก่อน ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค โดย MSCI ASEAN Index ปรับเพิ่มขึ้น 1.6%
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับความคาดหวังจากเริ่มมีการนำเข้าวัคซีนมาเพื่อใช้ในประเทศ ส่งผลให้มีความคาดหวังว่าการส่งออกที่จะเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง และการท่องเที่ยวที่เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้อีกครั้ง ซึ่งกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นดีกว่า SET Index คือ กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มธุรกิจการเงิน กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มบริการ
ขณะดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง โดยปิดที่ 379.07 จุด เพิ่มขึ้น 6.4% จากเดือนก่อน (สูงสุดในรอบ 2 ปี)
สำหรับมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ SET และ mai อยู่ที่ 94,318 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยวันที่ 25 ก.พ. 64 มีมูลค่าการซื้อขายสูง 126,923 ล้านบาท ซึ่งสูงเป็นอันดับ 6 นับตั้งแต่ ตลท.เริ่มดำเนินการซื้อขาย
ในเดือนนี้ผู้ลงทุนในประเทศยังคงมีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ 47.3% ของมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งตลาด และเป็นผู้ซื้อสุทธิต่อเนื่องจากเดือนที่ผ่านมาด้วยมูลค่า 30,283 ล้านบาท เช่นเดียวกับบริษัทหลักทรัพย์ที่ซื้อสุทธิ 2,436 ล้านบาท ขณะที่ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ด้วยมูลค่า 18,609 ล้านบาท และผู้ลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 14,110 ล้านบาท ขณะที่ในช่วง 2 เดือนแรกของปี ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 29,284 ล้านบาท
เดือน ก.พ.ยังคงมีกิจกรรม IPO อย่างต่อเนื่อง โดยมีบริษัทเข้าจดทะเบียนซื้อขายใหม่ใน SET 2 บริษัท และ mai 1 บริษัท โดยเฉพาะการเข้าจดทะเบียนของ บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ทำให้ใน 2 เดือนแรกของปี 64 SET มีมูลค่าระดมทุน (IPO) สูงที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ใน ASEAN
Forward และ Historical P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือน ก.พ. 64 อยู่ที่ระดับ 19.3 เท่า และ 26.8 เท่าตามลำดับ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 15.1 เท่า และ 25.3 เท่าตามลำดับ
อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือน ก.พ. 64 อยู่ที่ระดับ 2.57% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.28%
ขณะที่ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 435,761 สัญญา ลดลง 24.0% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures และ SET50 Index Futures ขณะที่มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นในส่วนของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงโลหะมีค่าทั้งทองคำและเงิน และ Agricultural Futures
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่
1. บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)
2. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
3. บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน)
4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
5. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน).
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้มีแนวโน้ม sideway up ได้รับปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นสูงและสูงสุดในรอบ 2 ปี จากที่ซาอุดิอาระเบียจะไม่เพิ่มกำลังการผลิต 2 เดือนถึงเดือนเม.ย.นี้
ราคาทองวันนี้ – 8 มี.ค. 64 ปรับเปลี่ยนราคา 4 ครั้ง ส่งผลให้ ทองคำแท่ง ขายออกบาทละ 24,750 บาท
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐ (Bond Yield) อายุ 10 ปีปรับตัวสูงขึ้น โดยจะส่งผลดีตลาดหุ้นไทยที่ส่วนใหญ่เป็นหุ้นวัฎจักรเศรษฐกิจ อาทิ กลุ่มแบงก์ กลุ่มพลังงาน
นอกจากนนี้ วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ คาดน่าจะส่งผลให้หุ้นในเอเชียปรับตัวขึ้น ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐปิดทำการไปแล้ว อย่างไรก็ตาม รายละเอียดร่างกฎหมายดังกล่าวจะไม่เหมือนเดิม ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรจะโหวตในวันอังคารนี้ จึงยังต้องติดตามต่อไป
พร้อมให้แนวต้านที่ 1,550-1,560 จุดซึ่งเป็นจุดสูงสุดเดิม แนวรับที่ 1,530 จุด
ด้าน บล.ไทยพาณิชย์ขอนำส่งบทวิเคราะห์ ดัชนีหุ้นวันนี้ ทดสอบจุดสูงเดิมบริเวณ 1560 จุด แม้ชะลอตัวบ้าง แต่ภาพรวมมีโอกาสขึ้นทะลุผ่าน
กลยุทธ์การลงทุน:
ดัชนีคาดปรับขึ้นรอทดสอบจุดสูงเดิมบริเวณ 1560 จุด หลังตลาดหุ้นต่างประเทศได้รับ Sentiment เชิงบวก จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐที่ผ่านวุฒิสภาแล้ว และปัจจัยภายในที่โดดเด่นจากการเตรียมเปิดเมือง และมาตรการกระตุ้น ทำให้ภาพรวมดัชนีมีโอกาสขึ้นทะลุผ่าน 1560 จุด แม้ในระยะสั้น อาจมีชะลอตัวจากแนวต้านสำคัญดังกล่าวบ้าง กลยุทธ์ การเข้าตลาดใช้การซื้อเก็งกำไรแบบ Selective Buy ในหุ้นที่มีประเด็นบวกเฉพาะ หรือมีทิศทางผลการดำเนินงานที่ดี
ล็อคเป้าลงทุน:
เลือกหุ้นขนาดใหญ่ที่ laggard มี valuation น่าสนใจ ได้แก่ หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเมืองและฉีดวัคซีน CPALL HMPRO CENTEL MINT BDMS BEM ส่วนหุ้นขนาดเล็กเน้นหุ้นเติบโตเด่น TNP NER TWPC STARK ZEN ทางด้านพอร์ตเก็งกำไรยังคงเกาะกระแสหุ้นกัญชง DOD RBF เน้นเข้าเก็งกำไรเมื่ออ่อนตัว
แนะนำ CHG เราปรับประมาณการกำไรปี 64-65 ขึ้น สะท้อนรายได้เพิ่มเติมจากบริการบริหารโรงพยาบาล หนุนให้คาดการณ์กำไรปีนี้โตเด่น 18% และแนะนำ PTG คาดกำไรปี 64 โตต่อเนื่อง ทั้งยังกระจายความเสี่ยงไปยังธุรกิจ non-oil ที่มีอัตราการเติบโตที่ดีกว่า ส่วนธุรกิจชาร์จ EV จะเริ่มในปีนี้
ตลาดหุ้นเอเชีย เปิดตลาดวันนี้ ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีน เพิ่มขึ้น 22.99 จุด, ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่น พุ่งขึ้น 343.87 จุด และดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกง เพิ่มขึ้น 264.3 จุด
เงินบาทเปิด 30.50/54 แนวโน้มอ่อนค่าหลังดอลล์แข็งจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาดี
รัฐบาลเตรียมเปิดตัวโครงการ “SME คนละครึ่ง” คาดเริ่มกลางปีนี้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB