หุ้นไทยวันนี้ (23 ก.ย.64) ปิดการซื้อขาย เพิ่มขึ้น +11.56 จุด ภาพรวมขึ้นตาม sentiment เก็งกำไรกลุ่มแบงก์ หลังจาก SCB ปรับโครงสร้างใหญ่
หุ้นไทยวันนี้ (23 ก.ย.64) ปิดการซื้อขายที่ 1,631.15 จุด เพิ่มขึ้น +11.56 จุด มูลค่าการซื้อขาย 140,532.64 ล้านบาท
หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่
SCB มูลค่าการซื้อขาย 21,242.57 ล้านบาท ปิดที่ 130.00 บาท เพิ่มขึ้น 20.50 บาท
KBANK มูลค่าการซื้อขาย 19,395.60 ล้านบาท ปิดที่ 131.00 บาท เพิ่มขึ้น 9.00 บาท
TRUE มูลค่าการซื้อขาย 6,535.41 ล้านบาท ปิดที่ 3.94 บาท เพิ่มขึ้น 0.22 บาท
BBL มูลค่าการซื้อขาย 5,163.66 ล้านบาท ปิดที่ 117.50 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท
TIDLOR มูลค่าการซื้อขาย 2,777.02 ล้านบาท ปิดที่ 36.25 บาท ลดลง 1.25 บาท
นายกิจพล ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่าตลาดหุ้นไทยวันนี้ภาพรวมปรับขึ้นตาม sentiment เก็งกำไรกลุ่มแบงก์ หลังจาก SCB ประกาศปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ จึงคาดการณ์ว่าแบงก์ใหญ่จะปรับโครงสร้างในลักษณะเดียวกัน ทำให้ Valuation ภาพรวมกลุ่มแบงก์ดีขึ้น ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์และบัตรเครดิตรับแรงกดดันจากคาดการณ์ว่าการแข่งขันจะรุนแรงขึ้น หลังจากแบงก์ใหญ่หันมาโฟกัสธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อไม่มีหลักประกันและบัตรเครดิตทำให้ราคาหุ้นปรับลงมา
นอกจากนี้ยังมีแรงเก็งกำไรในหุ้นขนาดกลางและเล็กในลักษณะแบ่งขายทำกำไรในช่วงตลาดปรับตัวได้ดี
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศก็เป็นบวกจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ส่งสัญญาณทยอยปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ไปเสร็จสิ้นในกลางปี 65 คาดว่าจะเริ่มในเดือน ต.ค.-พ.ย.64 โดยลดวงเงินเข้าซื้อพันธบัตรราว 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/เดือน จากเดิมคลาดคาดที่ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/เดือน เท่ากับลดวงเงิน QE ช้ากว่าที่ตลาดคาด
แนวโน้มตลาดเมื่อผ่าน 1,620 จุดขึ้นมาได้ทำให้ภาพตลาดรวมมีทิศทางดีขึ้น คาดสัปดาห์หน้าตลาดหุ้นจะยกกรอบการแกว่งตัวขึ้นมา sideway up ให้แนวรับที่ 1,620 จุด แนวต้านที่ 1,650 จุด
หุ้นไทยวันนี้ (23 ก.ย.64) วันนี้เปิดตลาดเช้าตลาดกระโดดอย่างมีนัย และเริ่มอ่อนตัวลงในช่วงเที่ยงจาก sell on fact โดยแรงซื้อหุ้น SCB เปิดกระโดดขึ้นไปทำจุดสูงสุด 137 บาท และย่อตัวลง 10 บาท ซึ่งทุกๆ 10 บาทส่งผลกระทบ SET ราว 3-4 จุด ขณะเดียวกันราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ตัวอื่นก็ปรับขึ้นถ้วนหน้าและย่อตัวลงตาม
หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่
LiteForex วิเคราะห์ราคาทองคำ จะอยู่หรือไป?
รู้จัก “มิสซี (MIS-C)” ในเด็กหายป่วยโควิด เกิดยาก-รักษาหาย อย่าตระหนก
SCB ปรับโครงสร้างใหญ่ ตั้งบริษัทแม่ SCBX
SCB มูลค่าการซื้อขาย 14,550.14 ล้านบาท ปิดที่ 131.00 บาท เพิ่มขึ้น 21.50 บาท
KBANK มูลค่าการซื้อขาย 11,035.17 ล้านบาท ปิดที่ 129.50 บาท เพิ่มขึ้น 7.50 บาท
BBL มูลค่าการซื้อขาย 2,946.51 ล้านบาท ปิดที่ 116.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท
TIDLOR มูลค่าการซื้อขาย 2,198.02 ล้านบาท ปิดที่ 36.00 บาท ลดลง 1.50 บาท
SAWAD มูลค่าการซื้อขาย 1,470.90 ล้านบาท ปิดที่ 65.00 บาท ลดลง 2.50 บาท
นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้เปิดตลาดเช้าตลาดกระโดดอย่างมีนัย และเริ่มอ่อนตัวลงในช่วงเที่ยงจาก sell on fact โดยแรงซื้อหุ้น SCB เปิดกระโดดขึ้นไปทำจุดสูงสุด 137 บาท และย่อตัวลง 10 บาท ซึ่งทุกๆ 10 บาทส่งผลกระทบ SET ราว 3-4 จุด ขณะเดียวกันราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ตัวอื่นก็ปรับขึ้นถ้วนหน้าและย่อตัวลงตาม
แต่ปัจจัยกดดันมาจากกลุ่มการเงิน (Non-Bank) ปรับตัวลง จากความกังวลการแข่งขันรุนแรงขึ้นหลัง SCB ประกาศรุกธุรกิจ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต โดยเห็นว่ากลุ่มบัตรเครดิตปรับลง แนะนำ AEONTS และ BAM ปรับตัวลงให้เป็น จังหวะซื้อ ส่วนกลุ่มลีสซิ่ง TIDLOR, SAWAD, MTC ให้เลี่ยงการลงทุนไปก่อน
ส่วนผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งส้ญญาณจะปรับลด QE ในเดือนพ.ย.เป็นไปตามคาด แต่ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังหลังจากคาดการณ์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย (Dot Plot) เร็วขึ้นเป็นในปี 65 จากเดิมคาดปรับขึ้นในปี 66 ทั้งนี้ คาดระยะกลาง ดัชนี SET น่าจะทะลุระดับ 1,660 จุดไม่ง่าย โดยแกว่งในกรอบ 1,585-1,660 จุด
แนวโน้มตลาดในช่วงบ่ายวันนี้คาดว่าตลาดจะแกว่งตัวในกรอบ 1,620-1,630 จุด
หุ้นไทยวันนี้ (23 ก.ย.64) เปิดพุ่งกว่า 10 จุด ตามตลาดต่างประเทศ ตอบรับผลประชุม เฟด คงอัตราดอกเบี้ยตามคาด พร้อมส่งสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นต่อการปรับลด QE และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บล.เคทีบีเอสที คาดว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าวันนี้น่าจะปรับตัวสูงขึ้นได้ตามตลาดต่างประเทศ หลังจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงอัตราดอกเบี้ยตามคาด พร้อมส่งสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นต่อการปรับลด QE และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ราคาทองวันนี้ – 23 ก.ย. 64 ปรับราคา 8 ครั้ง ผันผวนตลอดวัน
อุตุฯ เตือน เตรียมรับมือฝนตกหนัก ร่องมรสุมเข้าไทย
อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามปัจจัยสำคัญอย่างตลาดหุ้นสหรัฐฯในคืนนี้ว่าจะตอบรับกับผลการประชุมเฟดอย่างไร หลังจากเฟดระบุว่า
จะปรับลด QE ในไม่ช้า แต่ยังไม่ได้ระบุระยะเวลา และจะปรับขึ้นอีตราสดอกเบี้ยในปี 65 เร็วกว่าที่ตลาดฯ เคยคาดว่าจะเป็นปี 66 ซึ่งหากตลาดหุ้นสหรัฐฯยังเป็นบวกก็ทำให้ตลาดหุ้นไทยยืนบวกได้เช่นกัน
ส่วนอีกตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตาค่าเงินบาท เพราะหลังจากเฟดระบว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลเชิงลบต่อตลาดหุ้น
ด้านกรณีของบริษัทไชน่า เอเวอร์แกรนด์ หลังจากทางการจีนได้เข้าช่วยเหลือในบางส่วน ทำให้นักลงทุนจะเริ่มลดความกังวลลง ส่วนราคาน้ำมันดิบก็ยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี เชื่อว่าจะช่วยหนุนตลาดฯบ้านเราได้บ้าง
และวันนี้ยังต้องติดตามหุ้นเฉพาะตัว อย่าง SCB ที่ประกาศปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เมื่อวานนี้ อาจจะส่งผลต่อหุ้นกลุ่มธนาคารและหุ้นบริการทางการเงินตัวอื่น ๆ ด้วย โดยวันนี้แนะนำหุ้น KKP และ หุ้นกลุ่มเปิดเมืองอย่าง CPN
พร้อมให้แนวรับที่ 1,610 จุด และแนวต้านที่ 1,630 จุด
บล.ไทยพาณิชย์ ปรับขึ้นได้จากความกังวลของปัจจัยภายนอกที่ลดลง
กลยุทธ์การลงทุน:
คาด SET ปรับขึ้นได้จากความกังวลที่ลดลง โดยปัญหาการชำระหนี้ของ Evergrande ผ่อนคลายขึ้น หลังบริษัทระบุสามารถชำระดอกเบี้ยได้ ส่วนประชุมเฟดยังไม่ระบุเวลาในการลด QE ด้านดัชนีมีแนวต้านถัดไปที่ 1626 และ 1635 จุด ตามลำดับ ส่วนกรอบล่างอยู่ที่แนวรับ 1600-1610 จุด ที่คาดเป็นจุดรองรับได้ กลยุทธ์การลงทุนใช้การ Selective Buy หรือเก็งกำไรอย่างระมัดระวัง
ล็อคเป้าลงทุน:
> Selective buy ใน 2 ธีม
1) ธีมหลัก: หุ้นได้อานิสงส์เปิดประเทศเพิ่มขึ้น กระตุ้นกำลังซื้อ-หนุนภาคท่องเที่ยว AOT CRC BEM ZEN HMPRO BDMS SPALI ERW MINT
2) ธีม trading idea:
2.1) หุ้นส่งออกได้ประโยชน์บาทอ่อน KCE HANA TU NYT
2.2) commodity plays NER TWPC
> แนะนำ BEM คาดผ่านจุดต่ำสุดใน 3Q64 และฟื้นตัวแข็งแกร่งใน 4Q64 หนุนจากทยอยคลายล็อกดาวน์ และมี upside จากโอกาสชนะประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม และแนะนำ OSP คาดกำไรฟื้นตัวใน 4Q64 และจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2565 และเก็งกำไร III ปรับโครงสร้างธุรกิจตัวแทนสายการบิน หนุนกำไรปีนี้โตโดดเด่น
สถานการณ์อื่นๆ
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 300 จุดเมื่อคืนนี้ (22 ก.ย.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ได้ระบุไทม์ไลน์ที่ชัดเจนในการปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) โดยส่งสัญญาณเพียงว่าจะปรับลด QE ในไม่ช้านี้ ซึ่งต่างจากที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้ว่าเฟดจะส่งสัญญาณปรับลด QE ในเดือนพ.ย.
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,258.32 จุด เพิ่มขึ้น 338.48 จุด หรือ +1.00% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,395.64 จุด เพิ่มขึ้น 41.45 จุด หรือ +0.95% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,896.85 จุด เพิ่มขึ้น 150.45 จุด หรือ +1.02%
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 2% เมื่อคืนนี้ (22 ก.ย.) ขานรับตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐที่ลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี และเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันสัปดาห์ที่ 7 ซึ่งบ่งชี้ว่าความต้องการใช้น้ำมันในสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 1.74 ดอลลาร์ หรือ 2.5% ปิดที่ 72.23 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 1.83 ดอลลาร์ หรือ 2.5% ปิดที่ 76.19 ดอลลาร์/บาร์เรล
เงินบาทเปิด 33.50 อ่อนค่าสุดรอบ 3 ปี ตอบรับผลประชุมเฟด
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB