SCBX ซื้อ Bitkub เขย่าธุรกิจการเงินสู่ดิจิทัล
นักวิชาการมอง SCBX ซื้อ บิทคับ เป็นการส่งสัญญาณว่าธนาคารกระโดดเข้าสู่ตลาดคริปโตเคอร์เรนซี และรุกธุกิจดิจิทัลเต็มตัว คาดว่าจะเห็นการควบรวมธุรกิจขนาดใหญ่เกิดขึ้นอีก ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช มองว่าอนาคตโลกการเงินกำลังเปลี่ยน
หลังจากที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ทุ่มงบ 17,850 ล้านบาท ซื้อหุ้น 51% ในบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub) ถือเป็นการสร้างปรากฎการณ์สะเทือนไปทั้งวงการการเงิน เนื่องจากเป็นการประกาศพร้อมสู่โลกการเงินดิจิทัลของธุรกิจธนาคาร
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า หลังโควิด-19 จะได้เห็นโมเดลธุรกิจขนาดใหญ่ขยายขอบเขตการทำธุรกิจมากขึ้น
เหมือนกับเอสซีบี เอกซ์ ที่กำลังปรับตัวให้สอดคล้องกับโลกดิจิทัล เป็นสังคมไร้เงินสด เพื่อเจาะตลาดกลุ่มคน Gen Y, Z ที่มีกำลังซื้อและจะก้าวมามีบทบาทสำคัญในสังคม
แนวโน้มหลังจากนี้ อาจารย์ธนวรรธน์ เชื่อว่า จะได้เห็นการควบรวมธุรกิจขนาดใหญ่แบบนี้เกิดขึ้นอีก ทั้ง สถาบันการเงิน ประกันภัย ธุรกิจต่างๆ เพื่อให้มีขนาดของธุรกิจ ขนาดของทุนที่ใหญ่ขึ้น เพราะโลกยุคนี้ต้องแข่งขันกันทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยอีกแล้ว ส่วนในมุมของประชาชนเองก็ต้องมีความเข้าใจถึงสินทรัพย์ใหม่ๆ เพราะเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างง่ายขึ้น เร็วขึ้น ความเสี่ยงก็มากขึ้นตามไปด้วย
ขณะที่ นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ หรือ TDRI เปิดเผยว่า การลงทุนในปัจจุบันต้องแบ่งเป็น 2 โลก คือ โลกเดิมที่มีการลงทุนอย่าง เงินฝาก หุ้น พันธบัตรต่างๆ กับอีกโลกคือ ดิจิทัล ที่มีการลงทุนรูปแบบใหม่ๆ เช่น คริปโตเคอเรนซี ซึ่งการเข้ามาร่วมทุนครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ชัดมากๆ ของ เอสซีบี เอกซ์ ว่ากำลังจะก้าวไปโลกยุคใหม่ มากกว่าการเป็นแค่ธนาคารเดิมๆ
สำหรับธุรกิจธนาคารในอนาคต จะไม่สามารถอยู่เฉยได้อีกแล้ว จึงต้องมีการกระโดดไปร่วมธุรกิจยุคใหม่ๆ เหมือนกับที่ธนาคารกสิกรไทย ไปจับมือกับ แอปพลิเคชัน Grab, แอปพลิเคชัน Line ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโลกดิจิทัล ธนาคารรูปแบบดั้งเดิม ก็ยังสามารถเติบโตได้ แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่ใช่การเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะกลุ่มคนสูงวัย ธุรกิจเอสเอ็มอี ยังต้องพึ่งพาการกู้เงินจากธนาคารอยู่
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟสบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นว่า การที่กลุ่มธนาคารมาซื้อกิจการ Crypto Exchange ด้วยเงินมหาศาล ส่งสัญญาณสำคัญหลายข้อ
สัญญาณข้อแรก เป็นการยืนยันว่านายธนาคารมองว่าคริปโตเคอร์เรนซีเป็นส่วนสำคัญใน ‘อนาคตการเงิน’ แน่นอน ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อการบริหารการลงทุนของนักลงทุนไทยในสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลที่จะมีมากขึ้น ซึ่งต้องติดตามต่อว่าจะทำให้เงินทุนหมุนเวียนในตลาดหลักทรัพย์ ได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน
สัญญาณที่ 2 แนวโน้มจากที่ในอดีต ธนาคารพาณิชย์ขยายฐานธุรกิจด้วยการซื้อหรือควบรวมกันเอง จากนี้เราจะเห็นธนาคารพาณิชย์ซื้ออนาคตด้วยการลงทุนในการเงินทางเลือกใหม่ ซึ่งแปลว่าธนาคารที่ขาดวิสัยทัศน์หรือขาดกำลังทุนมีแนวโน้มสูญพันธุ์สูง
สัญญาณที่ 3 เมื่อธนาคารพาณิชย์ขยับ ฝ่ายกำกับดูแลต้องเร่งขยับตาม ไม่ว่าจะเป็นแบงก์ชาติ หรือ ก.ล.ต ซึ่งวันนี้ ยังเกี่ยงความรับผิดชอบกันอยู่ว่าใครมีหน้าที่คุมส่วนไหนของโลกดิจิทัล เชื่อว่าการกำกับจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
สัญญาณที่ 4 ในภาพรวมเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับประเทศไทยที่เราเริ่มมี ‘ยูนิคอร์น’ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นกำลังใจที่ดีให้กับสตาร์ทอัพไทยอื่นๆ ได้สู้ต่อ จะเห็นว่าสตาร์ทอัพไทยมีศักยภาพในตนเอง หากได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากภาครัฐ
และ สัญญาณที่ 5 กฎระเบียบจากฝ่ายกำกับจะต้องไม่เป็นการกีดกันโอกาสการเติบโตของสตาร์ทอัพรายย่อย แต่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการแข่งขัน โดยสิ่งท้าทายสำคัญที่สุด ผู้บริหารภาครัฐต้องตามให้ทัน รู้ให้ลึก และสร้างประโยชน์ให้ตกแก่คนไทยให้ได้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB