ฟองสบู่ "คริปโท"แตก จากบิตคอยน์ถึงบิทคับ และซิปเม็กซ์
ทำความรู้จักกับ "วัฏจักรฟองสบู่" ปรากฏการณ์เก็งกำไร ย้อนไปดู "ฟองสบู่คริปโท" เมื่อบิตคอยน์ดิ่งหนัก พร้อมกับฉุดบรรดาธุรกิจคริปโทเจ๊งกันถ้วนหน้า
"วัฏจักรฟองสบู่"ของบรรดาสินทรัพย์ หรือ สินค้าในสังคมมนุษย์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นมานานและเป็นปรากฏการณ์ซ้ำซาก และมักจะมีคำถามตามมาเสมอว่าทำไมจึงเกิดปรากฏการณ์เช่นว่านี้ได้ และทำไมไม่มีการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น
หากเกิดกับระบบเศรษฐกิจ ก็จะเรียกว่า "เศรษฐกิจฟองสบู่" โดยเป็นปรากฏที่ราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้นมากกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากคนมองโลกในอนาคต "สดใส" แต่เมื่อเกิดอาการ "สะดุด" ราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ ร่วงลงอย่างรวดเร็ว จนสร้างความเสียหาย
3 หน่วยงานรัฐย้ำ ไม่สนับสนุนใช้สินทรัพย์ดิจิทัล ชำระ "สินค้า-บริการ"
ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา คนไทยมักคุ้นเคยกับปรากฏการณ์ "ฟองสบู่" หลายครั้ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจมากบ้างน้อยบ้างตามการเชื่อมโยงที่เกิดขึ้น
ในอดีตคนรุ่นก่อนหน้านี้เคยเจอ "วิกฤติต้มยำกุ้ง" ซึ่งเป็นฟองสบู่ที่คนไทยเจอโดยตรงและหนักหนาสาหัสมาก ตามด้วย "ฟองสบู่ดอตคอม" และ "วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์" ในอีก 10 ปีต่อมา ล้วนแต่เกิดจาก "ฟองสบู่แตก"
วัฏจักรฟองสบู่ โดยทั่วไปมีลักษณะที่แทบจะออกมาเป็น "พิมพ์เขียว" โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวราคาและอารมณ์ความรู้สึกของบรรดานักลงทุน โดยมีขั้นตอนดังนี้
มองโลกในแง่ดี: นักลงทุนและผู้คนในสังคมมองโลกในทิศทางเดียวกัน มักจะมองว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ "ไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอาเซียน" ซึ่งมักจะมีคำอธิบายเหล่านี้เกิดขึ้นตลอดเวลา หากเป็นราคาน้ำมัน ก็จะมีคำอธิบายว่าน้ำมันหายาก ราคามีแต่จะขึ้น หรือ กรณีของบิตคอยน์ ก็จะมองว่าเป็นเงินแห่งอนาคต จำนวนเหรียญมีจำกัด ดังนั้นราคามีแต่จะขึ้น เมื่อคนเริ่มคิดแบบนี้มากขึ้นเรีื่อย ๆ ก็จะเริ่มเข้าสู่ช่วงต่อไป
ตื่นเต้น: เมื่อคนมอง "โลกสวย" ก็จะหาทางลงทุน ทั้งเอาเงินเก็บ หรือ แม้แต่ไปกู้ยืมมาลงทุน จากนั้นราคาก็จะเริ่มขยับขึ้น ซึ่งหากใครติดตามราคาบิตคอยน์ในปีที่ผ่านมา ก็จะเห็นว่าเริ่มขยับขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับมุมมอง "สดใส" ไปสู่อนาคต ในช่วงนี้ ราคาสินทรัพย์จะเริ่มขยับขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับ "ข่าวดีใหม่ ๆ" และจะเริ่มเห็นแบบอย่างนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ เป็น "big story" เล่าขานกันในกลุ่มนักลงทุน หรือ เป็นตำนานสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่
ลุยซื้อ: หลังจากผ่านไปสักระยะ ราคาก็ยังปรับขึ้นต่อเนื่องจาก "กระแส"มองโลกสวย ในช่วงนี้ หากใครไปบอกว่าให้ระวัง ก็จะโดนด่าว่า "พวกตกยุคสมัย" บรรดานักลงทุนจะลุยซื่้ออย่างบ้าคลั่ง เพราะกลัวของหมด หรือ กลัวว่าราคาจะเพิ่มขึ้นไปอีก จะเกิดความรู้สึก "ถูกกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว" "มีบ้านขายบ้าน มีรถขายรถ" ในกรณีของคริปโทเคอร์เรนซี เราจะเห็นบรรดาผู้คนมากมายแห่เข้าไปในตลาด ทั้งหน้าเก่า หน้าใหม่ รวมทั้งบรรดากูรู เมื่อคนเชื่อว่า "มันจะไปต่อ" ก็เป็นธรรมดาที่ราคาจะวิ่งขึ้นเรื่อย ๆ และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็สะท้อนกับความเชื่อจริง ๆ เสียด้วย
บิตคอยน์ วิ่งมาจากหมื่นเหรียญ ขึ้นไปสองหมื่นเหรียญ วิ่งทะลุสามหมื่นเหรียญ ไปต่อกว่าหกหมื่นเหรียญ และคนก็ยังคิดว่าจะวิ่งไปต่อแสนเหรียญในไม่ช้า ในช่วงนี้ยังเห็นการขยายลงทุนอย่างหนัก ทั้งการพัฒนาเอง และไล่ซื้อกิจการ อย่างกรณีเอสซีบีเอ็กซ์ ซื้อหุ้นในบิตคัพ กว่าสองหมื่นล้านบาท เรียกเสียง "ฮือฮา"ไปทั้งประเทศ
ในช่วงเวลานี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองไปในทางเดียวกัน "โอกาสมาแล้ว" โดยไม่มีการฟังเสียงอื่น ๆ แม้แต่ความเห็นของ "วอร์เรน บัฟเฟตต์" เจ้าพ่อวีไอตัวจริงเสียงจริง ที่ไม่เคยให้ราคากับคริปโทเคอร์เรนซี ก็ถูกเยาะเย้ยถากถางว่าเป็น "เต่าล้านปี" ในขณะที่ "อีลอน มัสก์" ก็กระโจนลงไปร่วมกระแสแห่ง "อนาคต"กับเขาด้วย ก่อนจะขาดทุนบ่นบี้ในช่วงขาลง
ปลื้มสุด ๆ: แล้วเราก็มาถึง "สุดยอดดอย" ของฟองสบู่ แต่จะกินเวลาแค่ไหนนั้น ขึ้นกับสินทรัพย์แต่ละประเภท ในจุดนี้อาจเรียกว่า "จุดจบของตลาดกระทิง" ตรงจุดนี้คนจะรู้สึกปลื้มปิติสุด ๆ กับราคาสินทรัพย์ และจะมีแบบอย่าง "ผู้ประสบความสำเร็จ" ปรากฏให้เห็นเป็นระยะ แม้ว่าราคาจะร่วงลงมาบ้าง แต่ก็จะมีแรงซื้อเข้ามา เพราะยังหวังว่าอนาคตยังสดใส อาจกล่าวได้ว่าตลาดขาขึ้น "ใคร ๆ ก็ได้กำไร"
ราคาเริ่มดิ่ง: และแล้ว ราคาก็เริ่มมาถึงช่วงขาลง ในช่วงแรก ๆ ของขาลง อาจมีพยายามเข้ามาพยุงราคา อย่างกรณีของ "บิทคัพ" จนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ลงโทษปรับข้อหาสร้างราคา หรือนักลงทุนในสินทรัพย์บางประเภท นักลงทุนก็จะ "ช้อนซื้อ" เพราะมั่นใจว่าราคาจะกลับมาอีกครั้งในไม่ช้า อย่างกรณีราคาคริปโทเคอร์เรนซีร่วงลงอย่างหนักในช่วงหลังเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ความเห็นในชุมชนคริปโทต่างก็ "ช้อนซื้อ"กันหนาแน่น จนกระทั่งเกิดภาวะ "ช้อนหัก" เมื่อราคาดิ่งลงไม่หยุด
กลัว: หลังจากราคาเริ่มร่วงหนักขึ้น ทำให้นักลงทุนเริ่มไม่แน่ใจอนาคตเสียแล้ว เริ่ม "กล้ากล้า กลัว ๆ" ในการลงทุน เริ่มเทขายออกมา และยิ่งเทขาย ราคาก็ยิ่งร่วงลง นักลงทุนพยายามหาสาเหตุ และเริ่มสงสัยสมมติฐานเก่า ๆ ว่าสินทรัพย์ที่ว่านี้ดีจริงแค่ไหน เมื่อความสงสัยมีมากขึ้นขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยิ่งมีแรงเทขายออกมา ในช่วงนี้ตลาดจะตอบรับ "ข่าวร้าย"อย่างรวดเร็ว และคนเริ่มค้นหาข่าวร้ายมากขึ้น
ตื่นตระหนก: เป็นภาวะ "ขาลง"อย่างสิ้นเชิงของราคาสินทรัพย์ จะเกิดแรงเทขายครั้งใหญ่ทั่วตลาด นักลงทุนจะวิตกว่าหากขายช้าเพียงเสี้ยววินาที ก็มีโอกาสจะเจ๊งหมดพอร์ต ในภาวะตรงนี้ แม้จะมีข่าวดีแค่ไหน แต่ตลาด "ปิดหูปิดตา"รับข่าวดีเสียแล้ว ในช่วงนี้ราคาจะดิ่งลงมากที่สุด
ยอมเจ๊ง: หลังจากตื่นตระหนกกับราคาร่วงลงหนัก นักลงทุนจำนวนมากเริ่ม "ทำใจ" ยอมรับผลการขาดทุน เริ่มคิดว่า "เหลือแค่นี้ยังดีกว่าไม่เหลือเลย" จะมีข่าวการตัดขาดทุนออกมาเป็นระยะ เช่น อีลอน มัสก์ ยอมเทขายบิตคอยน์ออกมาเกือบหมดพอร์ต ทั้ง ๆ ที่ก่อนมองว่าเป็น "โลกแห่งอนาคต" หลายคนเริ่มบ่นตัวเอง "ไม่น่าเลย" และ "รู้งี้..." บางคนกลับมาตั้งหลักใหม่ บางคนออกจากตลาดไปเลยก็มี..เข็ดขยาด
รู้สึกโกรธแค้น: แม้จะเจอแรงเทขายอย่างหนัก แต่ก็ใช่ว่าราคาจะหยุดลง ยังมีแรงเทขายออกมาเรื่อย ๆ จนถึงจุดต่ำสุด เป็นจุดต่ำสุดของ "ภาวะตลาดหมี" แต่ก็ยากจะคาดเดาได้ว่าจุดต่ำสุดอยู่ตรงไหน คนจะรู้สึกโกรธ เหมือนช่วงต้มยำกุ้ง ที่คนจะโดดอาคารตลาดหลักทรัพย์ หรือ ทำการประท้วงหน่วยงานที่ดูแลอย่างรุนแรง มีการเรียกร้องให้ตั้งกองทุนพยุงหุ้น หรือ การฟ้องร้อง "ซิฟเม็กซ์" โดยอ้างว่าไม่รู้เรื่องการทำธุรกกรรมมาก่อนหน้านี้
หากย้อนกลับไปดู กรณี "เอสซีบีเอ็กซ์" เข้าลงทุนใน "บิทคับ" ในช่วงแรก น้ำเสียงและอารมณ์ความรู้สึกแตกต่างไปจากช่วงหลัง ที่ขยายขอเวลาการเข้าไปร่วมทุนถึงปีหน้า
ดีขึ้นจริงหรือ?: ราคาสินทรัพย์บนโลกนี้มี "ขึ้น-ลง" เป็นเรื่องที่คาดเดายาก แต่หลังจากราคาดิ่งลงถึงจุดต่ำสุด ราคาก็เริ่มขยับขึ้น เมื่อนักลงทุนมองว่าราคาถึงจุดต่ำสุดแล้ว โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่ยังมีราคาและความต้องการ เริ่มมีนักลงทุนเห็นว่าเป็นราคาที่ "เหมาะสม" ในการเก็งกำไร หรือ ซื้อเพื่อการลงทุน แต่ก็มีสินทรัพย์บางประเภท อาจหมดไปเลยก็ได้ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในแล้วในอดีต
เริ่มมีหวัง: สินทรัพย์บางประเภทยังเป็นที่ต้องการ หลังจากผ่านช่วงเลวร้ายที่สุดสุดมาแล้ว บรรดานักลงทุนก็เริ่มมองหา "โอกาส" ทำให้มีแรงซื้อเข้ามา หรือ มีคำในแวดวงนักลงทุนเรียกกันว่า "จุดต่ำสุด" (ซึ่งก็ไม่มีใครคาดเดาได้อย่างถูกต้อง) แต่เมื่อคนในตลาดเริ่มมองไปในทางเดียวกัน ก็เริ่มมองหา "สัญญาณบวก" หรือ "ข่าวดี" ในช่วงเวลานี้ดูเหมือนว่ามีแต่ "ข่าวดี"ช่วยมาหนุนราคาสินทรัพย์ ในช่วงนี้ เราจะเห็นบทบาทของนักลงทุนแบบเน้นมูลค่า (VI) มีเสียงดังเป็นพิเศษ เพราะราคายังแกว่ง หากมีการปรับลงมาก็จะบอกว่า "ซื้อเพื่อการลงทุน"
คำว่า "ตลาด" ถือว่ามีความลึกลับอย่างมาก คนจำนวนมากพยายามจับทิศทางให้ได้ แต่ก็เป็นไปได้ยากมาก บางทีกลไกของตลาดไม่ได้ทำงานแบบใช้ "เหตุผล" แต่มีเรื่อง "อารมณ์ความรู้สึก" ของคนที่เกี่ยวข้องในตลาดเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ยิ่งในช่วงผันผวนสูง ด้านอารมณ์ก็ดูเหมือนมีมาก ก็ยิ่งทำให้การคาดการณ์ยากขึ้นไปด้วย
กลับมามองโลกในแง่ดีอีกครั้ง: หลังจากอะไร ๆ ก็เริ่มดีขึ้น คนในตลาดก็กลับมามองโลกในแง่ดีอีกครั้ง แต่โดยมากแล้วจะมีความแตกต่างไปจากเดิมก่อนหน้านั้น คนจะระมัดระวังมากขึ้น หรือ บางทีเราก็จะเห็นคน "วิ่งหนี" ออกไปเลย ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมหลัง "เกิดฟองสบู่" จึงไม่กลับมาเหมือนเดิม
อาการ "ฟองบู่แตก" ในตลาดคริปโทฯของโลก รวมถึงผลกระทบต่อธุรกิจคริปโทฯในไทย ถือเป็นภาวะ "ปกติ"ของโลกการค้าการลงทุนที่เพิ่งเกิดขึ้นมาราว ๆ สองสามร้อยปีที่ผ่านมา ที่คนคาดการณ์และเก็งกำไรจากการค้า เพียงแต่ในยุคนี้ ซึ่งเป็นยุคข้อมูลข่าวสารกลายเป็น "สินค้า" ผลที่เกิดขึ้นจึง "เร็ว-แรง"
กรณีนี้เป็นบทเรียนที่ดีสำหรับคนรุ่นใหม่ที่เกิดมาในยุคเทคโนโลยี และไม่เคยเจอ "ฟองสบู่แตก" มาก่อน เพราะก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าใครไม่สนใจ "คริปโทฯ" ก็จะเป็นคนตกยุค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่โตมากับมือถือ แต่ดูเหมือนตอนนี้เป็น "โลกคนละใบ"
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB