OR กำไรไตรมาส 3 วูบ 62.9% จากยอดขายร่วงหนัก 78,002 หมื่นล้าน
OR ในไตรมาส 3 ยอดขายร่วงหนัก ฉุดกำไรร่วง 62.9% เนื่องจากความกังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ 9 เดือนยังมีกำไรเกือบ 2 พันล้าน
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กำไรไตรมาส 3 ลดลง 62.9% เหลือ 701 ล้านบาท จากยอดขายสินค้าและบริการลดลง 78,002 ล้านบาท จากปริมาณขายน้ำมันที่ลดลง และ ราคาน้ำมันในตลาดโลกเฉลี่ยปรับลดลงจากความกังวลต่อการเกิดสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ
ขณะที่ ผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรก มีกำไรสุทธิ จำนวน 11,114 ล้านบาท สูงขึ้น 1,993 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปีก่อน
แม้ว่าอุปทานยังตึงตัวจากสถานการณ์คว่ำบาตรรัสเซีย และกลุ่ม OPEC+ ประกาศปรับลดกำลังการผลิต ทำให้รายได้ขายและบริการของ กลุ่มธุรกิจ Mobility และ Global ปรับลดลง สำหรับปริมาณการขายน้ำมันของกลุ่มธุรกิจ Mobility และ Global ลดลง 8.4% และ 2.3% ตามลำดับ จากปัจจัยฤดูกาลที่เป็นช่วงมรสุม
สำหรับ กลุ่มธุรกิจ Lifestyle มีรายได้ขายใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน จากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากมาตรการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19ที่ผ่อนคลายขึ้น EBITDA ในไตรมาส 3 จำนวน 2,647 ล้านบาท ลดลง 7,593 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 โดยลดลงในทุกกลุ่มธุรกิจ
กลุ่มธุรกิจ Mobility จากภาพรวมกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรอ่อนตัวลงและปริมาณขายที่ลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยหลักจากน้ำมันดีเซลในธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจตลาดพาณิชย์ จากปัจจัยฤดูกาล และบางพื้นที่ประสบภัยพิบัติน้ำท่วม
กลุ่มธุรกิจ Lifestyle ลดลงเล็กน้อยทั้งจากธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ กลุ่มธุรกิจ Global ลดลงตามกำไรขั้นต้นที่ลดลง ในประเทศฟิลิปปินส์เป็นหลัก
สำหรับภาพรวมของค่าใช้จ่ายดำเนินงานสุทธิรวมถึงค่าเสื่อมราคาก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ตามการขยายเครือข่ายทั้งในกลุ่มธุรกิจ Mobility และ กลุ่มธุรกิจ Lifestyle เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ OR มีกำไรสุทธิ จำนวน 701 ล้านบาท ลดลง 1,191.48 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.06 บาท
ผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรก มีกำไรสุทธิ จำนวน 11,114 ล้านบาท สูงขึ้น 1,993 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากทั้งรายได้ขายและบริการและ EBITDA ที่เพิ่มขึ้น 229,557 ล้านบาท และ 3,437 ล้านบาท ตามลำดับ เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่ภาครัฐใช้มาตรการผ่อนคลายมากกว่า ทำให้ภาพรวมผลการดำเนินงานดีขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ เช่นเดียวกันกับด้านปริมาณขายก็ปรับเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ
อย่างไรก็ตามในงวด 9 เดือนแรก มีค่าใช้จ่ายดำเนินงานสุทธิปรับเพิ่มขึ้น18.5% โดยส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายที่ผันแปรตามยอดขายที่เพิ่ม สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น
นายวิศาล ชวลิตานนท์ รักษาการแทนประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR กล่าวว่าในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา OR ได้เข้าลงทุนใน บริษัท ดุสิต ฟู้ด จำกัด เพื่อเสริมสร้างศักยภาพธุรกิจ Lifestyle ของ OR โดยเพิ่มความหลากหลายของการดำเนินธุรกิจอาหาร รวมทั้งสร้างโอกาสในการเติบโตร่วมกับพันธมิตร รวมทั้งได้เข้าลงทุนในบริษัท Traveloka ผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์ดิจิทัล
ด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีบริการที่หลากหลาย เพื่อให้ OR เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ตลอดจนเป็นการสร้างโอกาสในการเติบโตร่วมกันของ Traveloka และ OR ทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังได้ร่วมมือกับหลากหลายพันธมิตรในการพัฒนาธุรกิจเพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการ Platform ของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ยกระดับการให้บริการการเคลื่อนที่ หรือ Mobility as a Service (MaaS) ตามพันธกิจการสร้าง Seamless Mobility
อีกทั้งยังได้เปิดร้าน Café Amazon สาขาแรกที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดิอารเบีย และเปิดสาขาที่ 14 ในประเทศเวียดนาม นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ Café Amazon จะขยายธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น และมุ่งสู่การเป็น Global Brand ต่อไป
นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาหลายพื้นที่ต้องประสบอุทกภัยส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตของประชาชน OR จึงได้จัดทำและมอบถุงยังชีพบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบอุทกภัย อีกทั้งยังได้ร่วมกับผู้แทนจำหน่าย พีทีที สเตชั่น เปิดพื้นที่ในสถานีบริการให้เป็นจุดช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ 20 จังหวัดทั่วประเทศอีกด้วย
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในไตรมาส 4 ยังคงมุ่งเน้นการลงทุนเพื่อต่อยอดและสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Mobility & Lifestyle มุ่งตอบสนองผู้บริโภค อำนวยความสะดวกให้ทุกการเดินทางเพื่อตอบโจทย์คนเดินทางในทุกรูปแบบ รวมถึงการสร้างทางเลือกสำหรับการดำเนินชีวิตที่ครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ตามพันธกิจของ OR ต่อไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB