ประกันสุขภาพ ฉบับมนุษย์เงินเดือน เมื่อประกันกลุ่มอย่างเดียวอาจไม่พอ
วัยทำงานหลายคนอยู่ในองค์กรที่มีประกันสุขภาพ ประกันกลุ่ม เพื่อช่วยดูแลค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล แต่หลายคนก็มองหาประกันสุขภาพเพิ่มจากสวัสดิรการที่ได้รับ ซึ่งในฐานะมนุษย์เงินเดือน มี 3 สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเมื่อกำลังตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพ
1.ประกันกลุ่ม เป็นสวัสดิการจากบริษัทให้กับพนักงาน หากลาออก เกษียณ หรือพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของบริษัทไม่ว่าด้วยเหตุผลใด สวัสดิการเหล่านั้นจะต้องหมดลง ไม่ได้ติดตัวมาด้วย
ซึ่งในกรณีที่ลาออกมาเพื่อทำงานอิสระ เป็นเจ้าของกิจการ ประกันสุขภาพ จึงมีความสำคัญมาก และจำเป็นต้องวางแผนคำนึงถึงเรื่องการทำประกันสุขภาพ เพื่อทดแทนประกันกลุ่มที่เคยได้รับความคุ้มครอง
และไม่ควรทำเมื่อเจ็บป่วยหรือมีปัญหาสุขภาพอาจมากขึ้นตามไปด้วย ค่าใช้จ่ายทำประกันก็จะสูงขึ้น เนื่องจากอาจรับทำประกันโดยมีเบี้ยประดันส่วนเพิ่ม หรืออาจไม่ได้รับความคุ้มครองความเจ็บป่วยที่มีขึ้นก่อนหน้าหรืออาจจะไม่รับทำประกันเลยก็เป็นได้
2.เงินเฟ้อของค่ารักษาพยาบาลเป็นอัตราที่สูงมาก 7-8% ต่อปี หมายถึง ภายในระยะเวลาประมาณ 8-10 ปี ค่ารักษาพยาบาลและค่าบริการทางการแพทย์ต่างๆ อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า วงเงินค่ารักษาพยาบาลที่ได้รับจากจากประกันกลุ่มที่มีอยู่ทางเดียวอาจไม่เพียงพอกับค่ารักษาพยาบาลที่ปรับสูงขึ้นไปอนาคต การหาประกันสุขภาพที่จะได้รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติมไว้เองก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี
3.ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องในการเจ็บป่วย เช่น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรับการรักษา ค่าจ้างคนดูแลสำหรับกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ รวมถึงค่าเสียโอกาสจากการไม่ได้ไปประกอบอาชีพ ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ โดยส่วนใหญ่จะไม่ได้รับการชดเชยในรูปแบบของประกันกลุ่ม
สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเมื่อ "ต้องการทำประกันสุขภาพเพิ่มเติม"
- ประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพของตนเอง รูปแบบการใช้ชีวิต ดูจากประวัติด้านสุขภาพ ความเจ็บป่วยของตนเองและรูปแบบการใช้ชีวิต บุคลลในครอบครัว ญาติพี่น้อง เพราะการใช้ชีวิตส่งผลต่อคุณภาพของสุขภาพและเกี่ยวเนื่องกับโรคบางโรค โรคร้ายแรงบางกลุ่มยังสามารถส่งต่อและถ่ายทอดทางพันธุกรรม
- พิจารณาร่วมกับสถานพยาบาลที่มีแนวโน้มจะได้ชัรักษาหรือใช้บริการอยู่ประจำ เพราะจะมีค่ารักษาพยาบาล รูปแบบการรักษาที่แตกต่างกัน ทำให้ประเมินความคุ้มครองของวงเงินการรักษาที่ต้องใช้ได้
- เปรียบเทียบความคุ้มครองที่ต้องการ (วงเงินการรักษา) กับวงเงินการรักษาที่มีอยู่จากสวัสดิการประกันกลุ่ม เพื่อพิจารณาและหาความคุ้มครองที่ต้องการเพิ่มเติม หรือความคุ้มครองที่ต้องใช้ ในกรณีที่ออกจากงาน ในวันที่ไม่มีสวัสดิการประกันกลุ่มอีกต่อไป เพื่อนำไปเลือกแบบประกัน เพราะมีทั้ง แบบกำหนดวงเงินค่ารักษาสูงสุด ที่จะจ่ายตามค่ารักษาที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละรายการ แต่ไม่เกินค่าวงเงินสูงสุดที่กำหนดไว้ และ แบบเหมาจ่าย ที่จะกำหนดวงเงินความคุ้มครองสูงสุดสำหรับบางรายการกำหนดวงเงินความคุ้มครองในลักษณะแบบเหมาจ่ายโดยรวมสำหรับความคุ้มครองรายการอื่น ๆ ที่เหลือ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายจะมีค่าเบี้ยประกันโดยรวมที่สูงกว่าแบบประกันที่กำหนดวงเงินค่ารักษาแต่ละรายการ
สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ เบี้ยประกันสุขภาพจะปรับขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะหากเป็นช่วงที่อายุมากขึ้นหลังเกษียณจะมีเบี้ยประกันที่สูงมาก ควรตรวจสอบความเป็นไปได้ในการจัดการสภาพคล่องของเราในอนาคต เพื่อให้ชำระเบี้ยประกันได้ตลอดระยะเวลาที่สัญญาคุ้มครอง หลักเกณฑ์ทั่วไปคือ อัตราส่วนเบี้ยประกันเทียบกับรายได้ควรจะอยู่ที่ประมาณ 10 - 15% ของรายได้รวม เพื่อไม่ให้การชำระเบี้ยประกันสุขภาพเป็นภาระที่หนักเกินไป
นอกจากนี้ หากมีความจำเป็นต้องควบคุมค่าใช้จ่ายในการทำประกันสุขภาพ สามารถเลือกแบบประกันสุขภาพที่มีค่า Deductible หรือความรับผิดส่วนแรก ที่สามารถเคลมได้จากสวัสดิการที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันสุขภาพได้มากยิ่งขึ้น เช่น เลือกทำประกันสุขภาพแบบที่มี “รับผิดส่วนแรก (Deductible)” 30,000 บาท หากค่าการรักษาพยาบาลทั้งหมด 100,000 บาท บริษัทประกันจะคุ้มครอง 70,000 บาท และผู้เอาประกันจะต้องรับผิดชอบ 30,000 บาทแรก
ซึ่งค่าใช้จ่ายในความรับผิดส่วนแรกมูลค่า 30,000 บาท ผู้เอาประกันสามารถใช้วงเงินจากประกันสุขภาพฉบับเดิมที่มีอยู่แล้วหรือวงเงินสวัสดิการของบริษัทในการชำระได้ เท่ากับว่าผู้เอาประกันจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มทั้งสิ้น หรือพิจารณารับความเสี่ยงด้านสุขภาพไว้เองในบางส่วน ด้วยการสำรองเงินไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายส่วนนี้ รวมทั้งการวางแผนนำเงินสำรองไปลงทุนให้งอกเงย เปรียบได้กับการสร้างแผนการลงทุนเพื่อดูแลสุขภาพของตนเอง ซึ่งหากเป็นการเก็บออมในระยะยาวแล้ว อาจรับความเสี่ยงบางส่วนเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้น
ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB