“สิงห์ เอสเตท” จ่อเปิดตัวบ้านหรูระดับ 100 ล้านบาท ขายเพียง 10 หลัง ตั้งเป้าปี 67 รายได้โต 20%
“สิงห์ เอสเตท” (S) ตั้งเป้าปี 67 รายได้เติบ 20% แตะ 18,000 ล้านบาท กางแผนปรับปรุงโรงแรม 5 แห่งในไทยและต่างประเทศ จ่อเปิดตัวบ้าน-คอนโดมิเนียม 4 โครงการใหม่ มูลค่า 9,400 ล้านบาท ผุดบ้านลักซ์ชัวรี่ราคา 100 ล้านบาทใจกลางเมืองเพียง 10 หลัง พร้อมเตรียมหาซื้อที่ดินเพิ่มรองรับแผนพัฒนาโครงการ 3-5 ปี
นางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยในงานแถลงทิศทางการดำเนินธุรกิจ ว่า ในปี 2567 บริษัทตั้งเป้ามีรายได้รวม 18,000 ล้านบาท เติบโต 20% จากปีก่อนหน้า มาจาก 4 ธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจโรงแรม สัดส่วนรายได้ 60% ธุรกิจที่พักอาศัย สัดส่วนรายได้ 30% ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม สัดส่วนรายได้ 7% และธุรกิจอาคารสำนักงาน สัดส่วนรายได้ 3%
โดยธุรกิจที่พักอาศัย บริษัทฯ จะมุ่งเน้นในกลุ่มเซกเมนต์ลักซ์ชัวรี่ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่จากความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา บ่งชี้ให้เห็นถึงดีเอ็นเอของบริษัทฯในเซกเมนต์นี้ ปัจจุบันบริษัทฯได้พัฒนาออกมาเป็น 4 ลักซ์ชัวรี่ คือ
1.อัลตราลักซ์ชัวรี่ ราคาระดับเกิน 100 ล้านบาทขึ้นไป ได้แก่ โครงการสันติบุรี เดอะเรสซิเดนเซส และโครงการลาซัวว์ เดอ เอส
2.ซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ ราคาระดับ 50-100 ล้านบาท ได้แก่ โครงการศิรนินทร์ เรสซิเดนเซส
3.พรีเมียมลักซ์ชัวรี่ ราคาระดับ 30 ล้านบาท
4. ลักซ์ชัวรี่ ราคาระดับ 15 ล้านบาท
ทั้งนี้การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน จำเป็นจะต้องมีการลงทุนที่ดิน โดยบริษัทเตรียมมองหาซื้อที่ดิน เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการที่จะเกิดขึ้นในระยะ 3-5 ปี ข้างหน้า และคาดการณ์ว่าปี 67 จะสร้างรายได้จากยอดโอนเพิ่มขึ้นกว่า 50% จากปีก่อนหน้า โดยปัจจุบันมีแบ็คล็อก (Backlog) หรือที่อยู่อาศัยพร้อมโอน 3,200 ล้านบาท คาดว่าจะมียอดโอนถึง 3,000 ล้านบาท
ส่วนโครงการใหม่ที่จะเปิดตัวในปี 67 มี 4 โครงการ มูลค่า 9,400 ล้านบาท ประกอบด้วย คอนโดมิเนียม 2 โครงการ ราคาระดับ 12 ล้านบาทขึ้นไป เปิดตัวในช่วงไตรมาส 3-4 และบ้านแนวราบ 2 โครงการ เปิดตัวในช่วงไตรมาส 4 โดยหนึ่งในนั้นเป็นบ้านราคาระดับราว 100 ล้านบาท แบรนด์ “SMYTH’S” ทำเลใจกลางเมือง ขนาดพื้นที่ 5 ไร่ มีบ้านจำนวน 10 หลัง
ด้านธุรกิจโรงแรม ในปี 67 บริษัทจะมุ่งเน้นในการบริหารสินทรัพย์ให้ดีที่สุด ผ่านการปรับปรุงโรงแรม (รีโนเวท) โดยบริษัทมีแผนรีโนเวทโรงแรมจำนวน 5 แห่ง ในประเทศไทยและต่างประเทศ คาดว่าจะสามารถเพิ่มอัตราเฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPAR) ได้มากกว่า 25% และรายได้อื่นนอกเหนือจากการเข้าพัก (Non-Room Revenue) เพิ่มขึ้น 15% นอกจากนี้บริษัทฯ ยังเตรียมขยายธุรกิจโรงแรมผ่านการเข้าซื้อกิจการ (M&A)
ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า ปัจจุบันบริษัทมีอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ 3 แห่ง และขนาดกลาง 1 แห่ง ซึ่งจะมุ่งเน้นกลยุทธ์สร้างโมเดลธุรกิจที่เพิ่มความยืดหยุ่น เพื่อรองรับความต้องการของผู้เช่าสำนักงานที่เปลี่ยนแปลงไป ควบคู่กับจุดเด่นของอาคารสำนักงาน โดยคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ย 85% ในทุกโครงการ จากเนื้อที่ทั้งหมดราว 170,000 ตารางเมตร
ส่วนธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง มีพื้นที่จำนวนราว 2,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม 50% และพื้นที่ระบบสาธารณูปโภค 50% คาดการณ์ว่าปี 67 จะสามารถขายพื้นที่ได้ราว 1,000 ไร่
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.สิงห์ เอสเตท กล่าวต่อว่า บริษัทฯ มีแผนที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และให้ความสำคัญของพื้นที่ความหลากลหายทางชีวิภาพ ด้วยการตั้งเป้าขยายพื้นที่ความหลากหลายทางทะเล 30% และมุ่งเป็นศูนย์กลางในการสร้างสังคมคุณภาพ ผ่านโครงการกว่า 30 โครง ครอบคลุมพื้นที่ 5 ประเทศในทุกกลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ไทย มัลดีฟส์ มอริเชียส สหราชอาณาจักร และหมู่เกาะฟิจิ
ราคาหุ้น S ปิดตลาดวันนี้ 17 ม.ค. 2567 มูลค่าลดลง 3.41% ที่ราคา 0.85 บาทต่อหุ้น แตะระดับต่ำสุดใหม่
เปิดสถิติหวยออกงวดวันที่ 17 มกราคม หวยวันครู ย้อนหลัง 15 ปี
วันหยุดกุมภาพันธ์ 2567 เช็กวันหยุดราชการ-วันสำคัญ ตรงกับวันไหนบ้าง
ประกาศฉบับสุดท้าย เตือนภาคเหนือ 4 จังหวัด รับมือพายุฝนฟ้าคะนอง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB