ทำได้หรือไม่? ทบทวนกฎหมายลดระยะเวลา หนี้เสีย ติดแบล็คลิสต์เครดิตบูโร
มุมมองผู้จัดการใหญ่ เครดิตบูโร ทำได้หรือไม่? ทบทวนกฎหมายลดระยะเวลา หนี้เสีย ติดแบล็คลิสต์เครดิตบูโร
จากประเด็นต่อเนื่อง หลังนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มีแนวคิดที่จะทบทวนกฎหมาย ลดระยะเวลาลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียและติดแบล็กลิสต์ในเครดิตบูโร ล่าสุด นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ออกมาแสดงความเห็นในประเด็นดังกล่าวนี้ ระบุว่า ในปัจจุบันแนวทางที่สถาบันการเงินกำหนดว่าลูกหนี้ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้จนเลยเวลา 90 วัน
หรือค้างเกินกว่า 3 งวดหรือเกินกว่า 3 เดือนขึ้นไปสถานะของลูกหนี้ คือ หนี้เสีย หรือเป็น NPLs ซึ่งจะไม่สามารถขอกู้เงินใหม่ได้อีก หรือ จะขอกู้ได้ยากมากๆ เพราะยังไม่ชำระหนี้เก่าที่ค้างจ่ายอยู่
ซึ่งในช่วงปี 2563-2565 ชวงที่เกิดโควิด-19 ส่งผลให้เกิดผลกระทบทางการเงินที่เกิดขึ้นกับรายได้โดยฉับพลัน (Income Shock) ส่งผลให้หลายคนไม่สามารถจ่ายหนี้ หรือชำระหนี้ได้กำหนดเวลา หรือเกิดการเบี้ยวหนี้ ทำให้ ระบบการเงินไทยมีลูกหนี้จำนวนหนึ่งที่มีบัญชีหนี้เสียเพราะโควิด-19 ที่เรียกว่า บัญชีหนี้เสียรหัส 21หรือ บัญชี NPLs code 21 ซึ่งทุกรัฐบาลก็พยายามหาหนทางในการแก้ไข
โดยวิธีการในการแก้ไขหลักๆ คือ การปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหาหรือการผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ (TDR) เพื่อให้บัญชีหนี้เสียกลายมาเป็นบัญชีหนี้ปรับโครงสร้างฯ และกลายเป็นบัญชีหนี้ปกติในที่สุดแนวทางต่างๆ ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการกำหนดไว้รวมทั้งมีความพยายามสื่อสารให้ลูกหนี้ เจ้าหนี้ ให้มาตกลงกันในจุดที่พอจะไปกันได้ จูงมือกันเดินต่อไป
เพราะฉะนั้นถ้ากลับมาที่ประเด็นที่อยากจะแก้ไขกติกาลดระยะเวลาลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียและติดแบล็กลิสต์ในเครดิตบูโร ซึ่งในปัจจุบันถ้าบัญชีใดเป็นหนี้เสีย เป็น NPLs แล้ว หากลูกหนี้รายนั้นที่เป็นเจ้าของบัญชีไม่ยอมจ่าย ไม่ยอมปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา ไม่ยอมทำ TDR และถูกฟ้อง ถูกดำเนินคดี จะยอมให้มีข้อมูลที่แสดงสถานะการเป็นหนี้เสียในระบบของเครดิตบูโรนับแต่วันที่บัญชีนั้นค้างเกิน 90 วัน ซึ่งกฎหมายในอดีต ต้องส่งข้อมูลการเป็นหนี้เสียเข้ามาในระบบต่อเนื่องไปตลอด จนกว่าจะมีการชำระเป็นปกติ หรือมีการทำ TDR
นายสุรพล ระบุว่า ในอดีตประกาศของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต (กคค.) ซึ่งมี ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นประธาน มีผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. เป็นเลขานุการ ออกมารองรับว่า ถ้าบัญชีใดค้างเกิน 90 วัน และยังไม่มีการชำระกลับมาเป็นปกติหรือยังไม่ทำ TDR ให้เจ้าหนี้หรือสถาบันการเงิน ส่งข้อมูลต่อเนื่องทุกเดือนเข้ามาในระบบจนครบ 5 ปี คือจะมีข้อมูลที่ปรากฏในรายงานเครดิตบูโรจะแสดงข้อมูลของปีที่ 5 ปีที่ 4 ปีที่ 3 หรือที่เรียกว่า 3 ปีย้อนหลัง รายงานก็จะบอกว่าบัญชีดังกล่าวนั้นค้างเกิน 90 วันแสดงอยู่จำนวน 36 เดือน หรือ 36 บรรทัด
จากนั้น เมื่อสถาบันการเงินส่งข้อมูลเข้ามาจนเห็นเป็นเดือนสุดท้ายของปีที่ 5 ลงมาจนถึงเดือนที่หนึ่งของปีที่ 3 แล้ว ในปีที่ 6 เดือนที่ 1 เครดิตบูโรก็เริ่มลบข้อมูลเดือนที่ 1 ของปีที่ 3 และในเดือนที่ 2 ของปีที่ 6 เครดิตบูโรก็จะลบข้อมูลของเดือนที่ 2 ของปีที่ 3 ทำอย่างนี้เรื่อยไป
ดังนั้น ข้อมูลจะทยอยถูกลบไปจนบรรทัดสุดท้ายในระบบจะหายไปในเดือนที่ 12 ของปีที่ 8 รวมระยะเวลาที่บัญชีหนี้เสียดังกล่าวอยู่ในระบบคือ 8 ปี (5ส่ง+3ลบ) โดยจะแสดงผลย้อนหลัง
ซึ่งในปีที่ 8 จะเห็นข้อมูลว่าบัญชีหนี้สินกรณีนี้เป็นบัญชีหนี้เสีย เพราะยังไม่มีการชำระหนี้ตั้งแต่อดีตนับจากวันที่ค้างชำระเกิน 90 วัน คือเห็นประวัติย้อนไปได้ 8 ปีย้อนหลัง โดยบรรทัดสุดท้ายที่จะเห็นคือเดือนที่ 12 ของปีที่ 5 หลังจากครบ 8 ปีแล้ว ข้อมูลทั้งบัญชีนี้จะหายไปจากระบบ แต่มูลหนี้ไม่ได้หายไป เจ้าหนี้ยังมีสิทธิในการติดตามหนี้ตามกฎหมาย แต่สถาบันการเงินอื่นจะไม่เห็นข้อมูลนี้หากลูกหนี้เจ้าของบัญชี NPLs นี้ไปยื่นขอกู้ใหม่กับสถาบันการเงินใหม่
ระยะเวลา 8 ปี จึงเป็นเหมือนกติกาที่แลกเปลี่ยน (Trade off) ระหว่างการไม่ยอมชำระหนี้ การไม่ทำ TDR แลกกับการกู้เงินไม่ได้ในช่วง 8 ปี เพื่อปกป้องคุ้มครองเงินฝากที่สถาบันการเงินจะเอามาให้กับลูกหนี้รายนี้ ณ วันที่กำหนดกติกานี้ มองกันว่าสมควรแก่เหตุอยู่ที่ตรงนี้ครับ ใครจะเห็นด้วยเห็นต่างในวันนี้ เอาที่สบายใจนะครับ ผมขอไม่อภิปรายต่อสู้ใด ๆ ทั้งสิ้น
การแก้ไขลดระยะเวลาจาก 8 ปีทำได้หรือไม่
นายสุรพล บอกว่า ทำได้ โดยการออกประกาศของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตหรือประกาศ กคค. โดยต้องชั่งน้ำหนักว่า ความเสี่ยงและการแลกเปลี่ยน หรือเป้าหมายที่จะให้ลูกหนี้เจ้าของบัญชีหนี้เสียที่ไม่จ่าย ไม่ทำ TDR นั้นสามารถยื่นขอกู้ได้โดยว่าที่เจ้าหนี้ใหม่ไม่เห็นข้อมูลเมื่อใด ความเสี่ยงของสถาบันการเงินและผู้ฝากเงินรับได้ตรงไหน มาตรฐานสากลเป็นอย่างไร หากมีข้อมูลครบ ตัดสินใจได้
เครดิตบูโรไม่มีอำนาจตัดสินใจ เรามีหน้าที่ดำเนินการตามประกาศคำสั่งอย่างเดียว ย้ำอีกครั้งครับ ไม่ต้องแก้กฎหมาย ทำแค่ออกประกาศใหม่ทับประกาศเก่า จะทำหรือไม่อยู่ที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตหรือ กคค. คณะกรรมการฯดังกล่าวมีผู้ว่าการ ธปท. เป็นประธาน มีท่านผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. เป็นเลขานุการ ในส่วนของคณะกรรมการบริษัทของเครดิตบูโร หรือตัวผมไม่มีอำนาจใด ๆ เลยในเรื่องนี้ เราให้ข้อมูลและรับคำสั่งมาปฏิบัติอย่างเดียวครับ
นายสุรพล กล่าวทิ้งท้ายว่า การให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ผู้ประสบภัยจากโควิด-19 จนกลายเป็นหนี้เสีย ชำระหนี้ไม่ได้ เป็นนโยบายมาทุกรัฐบาล และทุกรัฐบาลต้องการให้ลูกหนี้ที่มีบัญชีหนี้เสียนี้กลับเข้าสู่ระบบ กู้เงินได้อีกครั้ง แต่จะใช้วิธีการอย่างใดจึงจะสมดุลทั้งความเป็นธรรมของผู้เป็นหนี้เสียที่ทุกข์ทรมารจากผลกระทบของโควิด-19 จนไปต่อได้ยากหลักกฎหมาย
เป็นหนี้ต้องใช้หนี้ สัญญาต้องเป็นสัญญา
ความเสี่ยงและความมั่นคงของระบบการเงิน ว่าหนี้เสียจะเพิ่ม จะลด คนเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มหรือลดลงความเสี่ยงของผู้ฝากเงินที่จะถูกนำไปปล่อยกู้ต่อว่าเขาเหล่านั้นคิดอย่างไรความรู้สึกของลูกหนี้ดีที่ชำระปกติมาโดยตลอดเขาจะคิดอย่างไร เป้าหมายทางนโยบายที่ต้องการผลสำเร็จที่ตอบโจทย์กับปัญหาทางเศรษฐกิจในปัจจุบันขอนำเสนอเป็นข้อมูลด้วยความสุจริตใจเป็นที่ตั้งเพราะอยู่ตรงกลาง ไม่มีส่วนได้เสียกับเจ้าหนี้ ลูกหนี้ ผู้กำกับดูแล และผู้กำหนดนโยบาย
กางไทม์ไลน์ 222 วัน “เสี่ยแป้ง นาโหนด” มหากาพย์แหกคุก!
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB