ยกเลิก Robinhood กดดันแค่ช่วงสั้น แต่ระยะยาวเป็นบวก
บล.หยวนต้า มีมุมมองต่อการยกเลิก Robinhood ของ SCB กดดันแค่ช่วงสั้น แต่ระยะยาวเป็นบวก
หลังจากที่ SCB รายงานผลประชุมคณะกรรมการบริษัทซึ่งมีมติให้ยุติการให้บริการแอปพลิเคชัน Robinhood ของบริษัท Purple Ventures บริษัทในกลุ่ม SCBX ที่ถือหุ้น 100% ตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. 2567 เป็นต้นไป หลังจากบรรลุเป้าหมายในการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สำเร็จไปได้ด้วยดีแล้ว
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มีมุมมองเป็นลบเล็กน้อยต่อประเด็นดังกล่าว แม้ในระยะยาวการที่บริษัท Purple Ventures (บริษัทที่ให้บริการ Robinhood) ยกเลิกการให้บริการดังกล่าวไป
จะช่วยให้SCB ไม่ต้องแบกรับ ผลขาดทุนราวปีละ 2,000 ล้านบาท ซึ่งอาจจะเพิ่มขึ้นอีกหลังจากให้บริการ Robinhood Driver ในปี 2567 เพราะธุรกิจของ Robinhood มีนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย จึงมีค่าคอมมิชชั่นที่เก็บจากทั้ง Rider และผู้ใช้บริการน้อยกว่าผู้ให้บริการรายอื่น
รวมถึงสามารถนำงินลงทุนไปใช้ลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ Consumer Finance หรือธุรกิจ Digital Loan รวมถึงเตรียมพร้อมสำหรับการลงทุนขยายธุรกิจ Virtual Bank ที่จะร่วมกับ Kakao Bank และ WeBank
อย่างไรก็ดี ตลาดอาจจะตอบรับเชิงลบในช่วงสั้น เนื่องจาก SCB ต้องตั้งค่าใช้จ่ายด้อยค่าทรัพย์สินของ Purple Venture เข้ามาในงบกำไรขาดทุน (คาดจะเกิดขึ้นในช่วง ไตรมาส 3 และ 4 ปีนี้) ซึ่งปัจจุบัน SCB อยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกับ Auditor ว่าต้องตั้งด้อยค่าเป็นจำนวนเท่าไหร่
แต่หากพิจารณาจากมูลค่าทรัพย์สินของ Purple Venture ในปี 2566 อยู่ที่3,532 ล้านบาท ทำให้เรามองว่าในกรณีเลวร้ายที่สุด ประเด็นดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประมาณการราว 2,699 ล้านบาท
ภายใต้สมมุติฐานตั้งด้อยค่าเต็มมูลค่าของสินทรัพย์ที่ 3,532 ล้านบาท หักด้วยผลขาดทุนจาก Purple Venture ที่คาดจะลดลงไป 833 ล้านบาท หลังหยุดให้บริการ โดยคำนวณผลขาดทุน 5 เดือนหลังจากที่หยุดให้บริการ Robinhood คิดเป็นผลกระทบต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 2567 ราว 2,699 ล้านบาทหรือลดลง 5.9% จากประมาณการเดิมของเราที่ 46,037 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามไปยังบริษัทเบื้องต้น คาดผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงทั้งทางบวกและทางลบจะชดเชยกันได้พอดีทำให้มีโอกาสที่ผลจากการตั้งด้อยค่าทรัพย์สินของ Purple Venture จะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้และเป็นผลดีต่อบริษัทในระยะยาว
ทำให้เรามองว่าหากราคาปรับตัวลงจากความกังวลต่อค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงสั้น จะเป็นจังหวะซื้อลงทุนที่น่าสนใจ เพราะแม้จะหักค่าใช้จ่ายด้อยค่าในกรณี Worst Case แล้ว SCB ยังมีความสามารถในการจ่ายปันผลได้ในระดับปีละ 7% และปัจจุบันราคาหุ้นยังมี Upside 20.8% จากมูลค่าพื้นฐานปี 2567 เดิมที่ 128 บาท เราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”
สรุปผลกลุ่ม C และ D ตารางคะแนน ยูโร 2024 (EURO 2024) ทีมใดเข้ารอบ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB