ผลกระทบ "Data Center" ต่อสิ่งแวดล้อม อุปสรรคท้าทายที่ไทยเตรียมเผชิญ
วิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หากไทยปักหมุดศูนย์กลาง "Data Center" โจทย์ใหญ่ท้าทายรัฐบาล
การเป็นศูนย์กลางของ Data Center เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญตามแผนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อรองรับเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก อาจทำให้ไทยมีโอกาสเติบโตทั้งในมิติเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
ทว่าการจัดตั้ง Data Center ในไทยนั้น แม้จะสามารถมองเห็นโอกาสในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศ แต่ก็ยังมีอุปสรรคที่ต้องปลดล็อกหลายประการ ซึ่งรวมถึงอุปสรรคด้าน "สิ่งแวดล้อม"
หากย้อนไปเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Google ออกมาเผยถึงปัญหาของ Data Center และการพัฒนา AI ผ่านรายงานสิ่งแวดล้อมประจำปี 2024 ที่ระบุว่า การอาศัย Data Center พัฒนา AI ส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นกว่า 48% เมื่อเทียบกับปี 2019
ซึ่งก๊าซเรือนกระจกที่มี "ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์" เป็นส่วนประกอบหลักกว่า 75% ส่วนใหญ่มาจากการทำงานของ Data Center ที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผลจำนวนมาก บวกกับการพัฒนา AI ทำให้ระบบประมวลผลทำงานหนักขึ้น เกิดการปล่อยความร้อนสูงออกมาอย่างต่อเนื่อง เป็นที่มาของการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกดังกล่าว
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทำให้นโยบายดังกล่าวถูกตั้งคำถามว่า จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอย่างไร และรัฐบาลสามารถรับมืออย่างไรได้บ้าง?
โปรแกรมแข่งวอลเลย์บอลสโมสรหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2024 รอบก่อนรองชนะเลิศ
ผลกระทบ Data Center ต่อสิ่งแวดล้อม
ปฏิเสธไม่ได้ว่า Data Center กับการเข้ามาของ AI จะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นความเห็นของ "ดร.ครรชิต รองไชย" ผู้ก่อตั้ง AI and Sustainability Laboratory และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น
"ดร.ครรชิต" มองว่า Data Center มีแผนที่จะถูกนำมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาโมเดล AI มากขึ้น โดยเฉพาะ Generative AI เช่น ChatGPT หรือโมเดลภาษาขนาดใหญ่ต่าง ๆ (LLM) เพราะเป็นโมเดล AI ที่ได้รับความนิยม
เมื่อความต้องการใช้ Data Center มีเพิ่มมากขึ้น ย่อมส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานเพื่อรองรับเทคโนโลยีดังกล่าวมีสูงขึ้นตามไปด้วย และอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหลายด้าน หากรัฐไม่มีการควบคุมหรือแผนงานที่ชัดเจน
"ดร.ครรชิต" มองว่า Data Center ต้องใช้ไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล ถึงแม้ว่าจะมีทางเลือกเกี่ยวกับพลังงานทดแทน แต่ในสภาพความเป็นจริง อาจเกิดผลกระทบทางด้าน "พลังงาน" ขึ้นได้ ปัจจัยหนึ่งมาจากพลังงานทดแทนที่มีอยู่อย่างจำกัดเฉพาะช่วงเวลา อาจไม่ตอบโจทย์การทำงานของ Data Center ที่ต้องการความเสถียร และจำเป็นต้องใช้พลังงานหล่อเลี้ยงตลอด 24 ชั่วโมง ประเด็นเรื่องของการบริหารจัดการพลังงานจึงเป็นปัจจัยสำคัญ
และหากเราไม่มีทางเลือกในการใช้พลังงานทดแทน การใช้ไฟฟ้าที่เกิดจากกระบวนการการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงอาจเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแน่นอนว่า การเผาไหม้ของเชื้องเพลิงย่อมส่งผลให้เกิดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดภาวะเรือนกระจกนำไปสู่ภาวะโลกร้อน
เช่นเดียวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรน้ำ เพราะการทำงานของ Data Center ต้องปลดปล่อยความร้อนออกมาในปริมาณมาก จำเป็นต้องใช้น้ำเข้ามาช่วยในการหล่อเย็น และน้ำที่ผ่านกระบวนการหล่อเย็น จะกลายเป็นน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน หากถูกนำไปทิ้งในแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง ย่อมส่งผลกระทบถึงคุณภาพน้ำ สุ่มเสี่ยงที่จะทำลายระบบนิเวศบริเวณนั้นได้
หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ "การชดเชย" คือทางออก
แม้ผลกระทบที่เกิดจากการจัดตั้ง Data Center จะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่รัฐบาลสามารถชดเชยผ่านนโยบายที่ช่วยลดปัญหาจากผลกระทบเหล่านี้ได้ โดย "ดร.ครรชิต" ระบุว่า ต้องย้อนดูและแก้ไขตรงที่มาของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจาก Data Center เป็นหลัก นั่นคือ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้ามาหล่อเลี้ยงการทำงาน
"ดร.ครรชิต" เสนอว่า รัฐบาลอาจหาพลังงานทดแทนเข้ามาใช้ใน Data Center บ้าง เช่น อาศัยพลังงานแสงอาทิตย์จาก Solar Cell ซึ่งก็ต้องมาดูว่าแต่ละพื้นที่จะใช้ Solar Cell จำนวนเท่าไร ให้พลังงานเท่าไร คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ทั้งหมด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทั้งในการทำงานของ Data Center และการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
หรือรัฐอาจลงทุนเพื่อหาพลังงานทดแทนอื่น ๆ เช่น แหล่งพลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานไฮโดรเจน ที่ไม่ได้ส่งผลต่อการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้ ก็จะสามารถทดแทนกันได้
หากรัฐบาลมีแผนการใช้พลังงานทดแทนอย่างละเอียดและมีความชัดเจน ก็จะเป็นการช่วยลดการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างตรงจุด
นอกจากนี้ "ดร.ครรชิต" ยังเสนอนโยบายลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในแนวทางอื่น ๆ ด้วย
ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยเพื่อส่งเสริมภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรมให้นำพลังงานชีวมวล ซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียนมาใช้ ตัวอย่างเช่น เราจะเปลี่ยนเปลือกข้าวเป็นพลังงานทดแทน หรือแปรรูปของเสียทางด้านเกษตรกรรมให้มาเป็นพลังงานทดแทนได้หรือไม่ อย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่ประเทศไทยยังไม่มีการวิจัยทางด้านนี้
หรือจะเป็นลงการทุนวิจัยในเรื่องของการทำนาวิธีใหม่อย่างไร ให้ลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทน ที่เกิดจากซากข้าวที่หมักหมมอยู่ในท้องนา ส่งผลต่อการเกิดภาวะโลกร้อนรุนแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งหากสามารถทำได้สำเร็จ นอกจากจะลดผลกระทบต่อการเกิดภาวะโลกร้อนแล้ว ยังช่วยให้สภาพภูมิอากาศดีขึ้นด้วย
แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย "กฎหมาย"
ขณะที่ "ดร.เพชร มโนปวิตร" เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว และนายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย มองในมุมเดียวกันว่า หากผลกระทบของปัญหาที่เกิดจากการจัดตั้ง Data Center และการพัฒนา AI เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นก็ต้องลดผลกระทบที่เกิดขึ้นผ่านการชดเชย ภาครัฐยิ่งต้องให้ความสำคัญในการฟื้นฟูหรือการอนุรักษ์พื้นที่ธรรมชาติดั้งเดิม ซึ่งจะเป็นตัวช่วยชดเชยหรือรองรับผลกระทบเหล่านั้นที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และสิ่งที่สามารถส่งผลได้โดยตรงและชัดเจนที่สุดคือ "กฎหมาย"
“ดร.เพชร” ให้ข้อมูลว่า หากมองในมุมของกฎหมายทั่วโลก จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่มีกฎหมายรองรับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย และสหภาพยุโรป
เริ่มจากกฎมายของอังกฤษอย่าง "Biodiversity Net Gain" ที่บังคับใช้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 มีเนื้อหาอย่างคร่าวๆ คือ ทุกธุรกิจหรือทุกโครงการต้องเพิ่มผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติด้วย หรือความหลากหลายทางชีววิทยาในพื้นที่นั้นต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% ก่อนการพัฒนาพื้นที่ทำธุรกิจหรือโครงการต่าง ๆ นั่นหมายความว่าการพัฒนาและการอนุรักษ์ต้องเป็นไปอย่างควบคู่กัน ไม่ใช่เป็นเรื่องตรงข้ามกันอีกต่อไป
กฎหมายฉบับที่ 2 คือ "Nature Repair" หรือกฎหมายสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลีย ที่ให้ความสำคัญกับคนที่ทำงานอนุรักษ์พื้นที่ หมายความว่าเขาสามารถนำเครดิตหรือ Certificate ที่ทำงานอนุรักษ์มาเป็นค่าตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจได้ ซึ่งสามารถสร้างแรงจูงใจให้คนหันมาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ด้วย โดยกฎหมายฉบับนี้ช้เวลาผลักดันจนสำเร็จโดยใช้เวลาเพียง 10 เดือนเท่านั้น
และกฎหมายฉบับที่ 3 "Nature Restoration Law" กฎหมายสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปที่ออกมาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ที่มีกำหนดอย่างละเอียดมาก เช่น การฟื้นฟูพื้นที่ระบบนิเวศทางบกและทะเลของสหภาพยุโรปต้องทำให้ได้อย่างน้อย 20% ภายในปี 2030 หรือการทำให้แม่น้ำในระยะ 20,000 กม. ไหลอย่างอิสระ ส่งผลให้มีการรื้อเขื่อนจำนวนมาก และมีการกลับไปศึกษาธรรมชาติอย่างเข้าใจมากขึ้น
"ดร.เพชร" มองว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก แต่กฎหมายกลับดูล้าหลังหากเทียบกับ 3 ฉบับก่อนหน้านี้ โดยต้องยึดหลักการพื้นฐานอย่าง "Polluter Pay Principle" หรือผู้ที่สร้างผลกระทบจะต้องเป็นผู้จ่าย และเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยเป็นไปได้แน่นอน เนื่องจากกฏหมายบางตัว แม้จะเป็นของต่างประเทศ แต่ก็ใช้เวลาในการผลักดันไม่นาน
แต่คำถามตัวใหญ่ ๆ คือ รัฐจะมีวิธีการอย่างไร ให้การจ่ายคืนสู่ธรรมชาติเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคส่วนอื่น ๆ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB