SET เผย ดัชนี SET Index ก.ย.67 ต่างชาติพลิกซื้อหุ้นไทย สูงสุดในรอบ 22 เดือน
SET เผย ดัชนี SET Index ก.ย.67 ปิดที่ 1,448.83 จุด เพิ่มขึ้น 6.6% จากแรงหนุน เฟดลดดอกเบี้ย 0.5% การเมืองในประเทศชัดเจน ทำให้ต่างชาติพลิกซื้อหุ้นไทย สูงสุดในรอบ 22 เดือน
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ด้วยปัจจัยที่มีผลต่อตลาดหุ้นไทย ซึ่งปัจจัยภายในประเทศยังมีปัจจัยบวก เช่น การเมืองไทยที่มีความชัดเจนมากขึ้นหลังมีการเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ ตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่รายงานออกมาเข้มแข็งกว่าที่นักวิเคราะห์คาด รวมถึงมาตรการที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนผ่านการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนของผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ
ทำให้ผู้ลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาซื้อหุ้นไทยในเดือนกันยายนสูงสุดในรอบ 22 เดือน ส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าอย่างรวดเร็ว
ซึ่งหากพิจารณาจาก Sensitivity Analysis พบว่า หุ้นของบริษัทในกลุ่มส่งออกและท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบเชิงลบต่อคาดการณ์กำไรในอนาคต ตรงกันข้ามกับหุ้นของบริษัทในกลุ่ม Domestic play และกลุ่มที่มีสัดส่วนนำเข้าเพื่อผลิตสูงที่อาจได้อานิสงส์จากต้นทุนที่ลดลง ขณะที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้นด้วยมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นในเดือนที่ผ่านมา
รวมข้อมูลพร้อมพิกัดบูธ “สัปดาห์งานหนังสือแห่งชาติ 2567” ครั้งที่ 29
ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนกันยายน 2567
ณ สิ้นกันยายน 2567 SET Index ปิดที่ 1,448.83 จุด เพิ่มขึ้น 6.6% จากสิ้นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 ทำให้เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2566 SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.3%
ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น และกลุ่มที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2566 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร
มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai ปรับมาอยู่ที่ 62,503 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า และปรับเพิ่มขึ้น 35.8% จากเดือนที่แล้ว ทำให้ 9 เดือนแรกของปี 2567 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน อยู่ที่ 46,481 ล้านบาท
มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน SET 1 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ. เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ (PCE) และใน mai 2 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ. เอสอีไอ เมดิคัล (SEI) และ บมจ. พีเอ็มซี เลเบิล แมททีเรียลส์ (PMC)
Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2567 อยู่ที่ระดับ 15.8 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.0 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 17.5 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 15.6 เท่า
อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนกันยายน 2567 อยู่ที่ระดับ 3.28% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.04%
ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนกันยายน 2567
มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 707,472 สัญญา เพิ่มขึ้น 41.9% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการเพิ่มขึ้นของ SET50 Index Futures และ Single Stock Futures และในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 474,728 สัญญา ลดลง 13.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures และ SET50 Index Futures
เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ไหลกลับมาในเดือนที่แล้วค่อนข้างเยอะ รับแรงสนับสนุนจากต่างประเทศ ของการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขณะที่ในประเทศ เห็นความชัดเจนด้านการเมือง หลังมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และกองทุนวายุภักษ์ที่ได้รับแรงขับเคลื่อน ตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่รายงานออกมาเข้มแข็งกว่าที่นักวิเคราะห์คาด รวมถึงมาตรการที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนผ่านการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนของผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ ทำให้ผู้ลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาซื้อหุ้นไทยในเดือนกันยายนสูงสุดในรอบเดือนส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ แม้เดือนนี้ฟันด์โฟลว์ยังลดลง แต่มองว่ายังเป็นเทรนด์ไหลเข้า โดยต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจ GDP ของไทย ที่จะประกาศออกมา ซึ่งจะสอดคล้องกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน อย่างปีนี้มองว่าครึ่งปีหลังจะดีกลางครึ่งปีแรก (67) โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเมืองไทยที่นิ่งขึ้น และคาดการณ์ว่า ไตรมาส 3 มีสัญญาณว่าจะดีกว่า ไตรมาส 2 ในบางเซกเตอร์ เช่นการส่งออก การท่องเที่ยวในประเทศ กลุ่มที่เชื่อมโยงกับการเบิกจ่ายภาครัฐ เป็นต้น
ปัจจัยความเสี่ยงที่ต้องติดตาม
ต่างประเทศติด
ตามการเลือกตั้งฝั่งสหรัฐ แต่คาดว่าจะไม่ได้กระทบต่อประเทศไทยมากนัก และสัญญาณการปรับลดดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงคาดการณ์ไม่ได้หลังจากนี้ว่าจะลดเพิ่มอีกหรือไม่ และติดตามสงครามในอิสราเอล มองว่าน่าจะไม่รุนแรงมากนักแต่คงจะอยู่ในเหตุการณ์นี้อีกสักพัก โดยเรื่องที่จะกระทบอาจเป็นเรื่องของราคาน้ำมัน
ในประเทศ
ติดตาม คือ เรื่องค่าเงินบาท แม้ว่าตอนนี้จะเริ่มอ่อนค่าลงแล้ว แต่ สัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งจะส่งผลต่อการจองที่พักและด้านการท่องเที่ยว รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปีที่รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มองว่า เป็นเรื่องที่ควรดำเนินการเพื่อรื้อฟื้นโครงสร้างการท่องเที่ยวที่เสียไปจากผลกระทบต่างๆโดยเฉพาะน้ำท่วม เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นโดยเร็ว ซึ่งหากทำให้ทันก่อนถึงช่วงซีซั่นที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้ามาในประเทศ ก็จะช่วยให้ไทยไม่เสียโอกาสการลงทุนด้านการท่องเที่ยว
ส่วนมาตรการที่อยากให้รัฐบาลเร่งออกมา คือ มาตรการที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในประเทศ ซึ่งจะส่งผลในระยะยาวและต้องทำอย่างต่อเนื่อง / รวมถึงควรจัดโรดโชว์ในต่างประเทศ
ทั้งนี้ มองว่า ช่วงปลาย ปี 67 นี้ จะมีบริษัทใหม่ๆ เข้ามาจดทะเบียนมากขึ้น คาดว่า มูลค่าการซื้อขายจะเพิ่มสูงขึ้น
สำหรับกองทุนวายุภักษ์ ที่มีเม็ดเงินลงทุน 1.5 แสนล้าน จะเห็นได้ว่า นักลงทุนทั้งรายย่อย และสถาบันเข้ามาซื้อหุ้นไทยมากขึ้น
ด้านนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี 67 นี้ โดยมองว่า ยังมีความหวังที่ดี โดยมีปัจจัยหลายอย่างในประเทศที่เป็นบวก อย่างสัปดาห์หน้าจะมีการรายงานกำไรบริษัทที่จดทะเบียน ไตรมาส 3 ซึ่งต้องรอดูว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งคาดว่า น่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ส่วนที่ต้องให้ความสำคัญ คือ ปัจจัยต่างประเทศ เช่น จีน ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งต้องมาดูว่ามีผลกระทบต่อธุรกิจของไทยอย่างไร รวมถึงต้องติดตามสถานการณ์ของตะวันออกกลาง เพราะจะส่งผลให้นักลงทุนเห็นความเสี่ยงและโยกเงินไปในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม มีความคาดหวังว่า เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาในประเทศมากกว่าเดือนที่ผ่านมา และยังไม่มีปัจจัยที่ชัดเจนว่าเงินลงทุนของต่างชาติจะลดลง เนื่องจากกองทุนวายุภักษ์ ยังคาดว่าจะมีแรงกระตุ้นการลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ กองทุน Thai ESG โมเมนตัมกำลังเริ่มเข้ามาในตลาดทุน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB