“แม่ทองสุก” แนะ ออมทองปี 68 มีโอกาสได้กำไรถึง 30% ทองอาจสูงถึง 50,000 บาท
“แม่ทองสุก” ประเมิน ราคาทองคำปี 2568 อาจพุ่งไปสูงถึง 50,000 บาท หากสงครามรุนแรง เป็นโอกาสในการลงทุนออมทอง อาจได้กำไรสูงถึง 30%
นายกีรดิต หิรัณยศิริ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก ได้เปิดเผยถึงวิธีการออมทองว่า ทองเป็นการลงทุนที่คุ้นเคยของคนไทย และการลงทุนทองนั้นยังไงกำไรอย่างแน่นอน ซึ่งราคาทองคำจะมีการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น ๆ ตลอดเวลา แต่ถ้าในระยะยาวทองคำเป็นสินทรัพย์เพื่อความปลอดภัย และมักเป็นสินทรัพย์แรกที่คนนึกถึง เวลาใครที่มีเงินเก็บเยอะแต่ไม่อยากเก็บเป็นรูปแบบเงินตรา ก็มักเอาไปลงทุนซื้อทองเก็บไว้
ปัจจุบันในประเทศไทยเองก็มีร้านทองมากกว่า 8,000 ร้าน ซึ่งสะดวกสบายในการเลือกซื้อ และไม่ใช่แค่ในประเทศไทยที่ชอบลงทุนในทองคำแต่เกือบทุกประเทศทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น สหรัฐฯ จีน ที่เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ระดับโลดลก รวมถึงอินเดียที่เป็นผู้ซื้ออันดับสอง ซึ่งเป็นการสำรองทองคำเพื่อดูแลเสถียรภาพด้านการเงินของแต่ละประเทศ จึงเป็นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมทองราคาจึงแพงขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับการประเมินสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และเป็นปัจจัยที่ผลักดันราคาทองคำในปีหน้า มีอะไรบ้าง?
นายกีรดิต กล่าวว่า จากบทวิเคราะห์ของธนาคารแห่งหนึ่งในอเมริกา ให้การยืนยันว่า ปี 2568 ทองคำมีโอกาสขึ้นไปถึง 2,900 เหรียญ ขณะที่บางสำนักได้ประเมินไว้ที่ 3,000 เหรียญ ซึ่งพอบวกกับปัจจัยบวกจากเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่า จึงคาดการณ์ว่าราคาทองคำมีโอกาสถึง 45,000 บาท และอาจจะถึง 50,000 บาท หากสถานการณ์สงครามรุนแรง
เพราะฉะนั้นราคาทองที่ 42,000 กว่า ถ้าหากเราตัดสินใจออมทองเลย ก็ถือเป็นโอกาสที่ดี เพราะราคาจะเพิ่มขึ้นอีก และโดยเฉลี่ยแล้วทองคำจะชนะเงินเฟ้อตลอดเวลา ซึ่งทองคำผลตอบแทนจะเฉลี่ยปยู่ที่ 8% ต่อปี และโดยเฉพาะปีนี้ราคทองคำเพิ่มมาถึง 33% นั้นแปลว่าถ้าซื้อทองทุกปีผลตอบแทนก็จะเพิ่มขึ้นอยู่ตลอด และถึงแม้แนวโน้มปีหน้าไม่ได้ร้อนแรงมาก แต่ก็ยังมีโอกาส ที่ราคาทองจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับปัจจัยอื่นๆนอกจากสงครามที่มีผลต่อราคาทองคำ มี 5 ปัจจัย แบ่งเป็น
- นโยบายการเงิน เช่น ดอกเบี้ยขึ้น ราคาทองคำลดลง ดอกเบี้ยลดลง ราคาทองคำจะเพิ่มขึ้น
- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เช่น ดอลลาร์แข็งค่า ราคาทองคำก็จะลดลง ถ้าดอลลาร์อ่อน ทองคำราคาจะเพิ่ม
- ราคาน้ำมัน ซึ่งปกติแล้วราคาทองคำกับน้ำมันจะไปในทิศทางเดียวกัน เช่น ราคาน้ำมันขึ้นราคาทองก็จะขึ้น น้ำมันลงทองก็จะลง
- อุปสงค์ และ อุปทาน คือ ความต้องการสูงราคาทองคำก็จะสูงความ ต้องการลดลงราคาทองก็ลดลง
- ภาวะเศรษฐกิจและสงคราม หมายถึง เศรษฐกิจดี ไม่มีสงครามราคาทองคำก็จะลดลง ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี และมีสงคราม ราคาทองคำก็จะเพิ่มขึ้น
สำหรับปัจจัยที่สำคัญที่สุดในราคาทองคำปีหน้าที่ต้องติดตาม นายกีรดิตกล่าวว่า หลัก ๆ คงเป็นเรื่องเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เพราะมีความสำคัญค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดอกเบี้ย พันธบัตร ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล และเรื่องของดัชนีความกลัว ซึ่งถ้าหากโดนัลด์ ทรัมป์ มานั่งในตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ราคาทองคำปีหน้ามีแนวโน้มที่จะผันผวนสูง แต่ก็มีโอกาสได้กำไรจากการลงทุนทองคำมากกว่า 8-30% อย่างแน่นอน
“ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา เริ่มจากปี 2563 ราคาทองคำอยู่ที่ 30,450 ต่อมาในปี 64 ราคาทองคำล่วงลงมาอยู่ที่ 28,950 บาท และราคากลับมาบวกถึง 10.8% ทำให้ในปี 65 ราคาทองคำอยู่ที่ 32,100 บาท แต่ในปี 2566 แนวโน้มราคาทองยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ 7.1% ทำให้ราคาทองคำปีในนั้นเท่ากับ 34,400 และในปีนี้ตลาดทองคำค่อนข้างคึกคัก เพราะราคาผันผวน ขึ้น-ลง ตลอดทั้งปี และบวกขึ้นมาถึง 29.5% ส่งผลให้ราคาทองคำปัจจุบันอยู่ที่ 44,550 บาท ซึ่งจะเห็นว่าผลตอบแทนของราคาทองคำโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 42.5 % ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี” นายกีรดิตกล่าว
ในส่วนของวิธีการลงทุนผ่านทองคำ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น เก็บทองคำแท่ง การออมทอง กองทุนรวม(ทองคำ) หุ้นทอง เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันนี้ วิธีการออมทองแบบระยะยาว ไม่จำเป็นต้องลงทุนที่ราคา 42,000 บาท แต่สามารถแบ่งออมได้ตามกำลังของนักลงทุน และสามารถซื้อได้เรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ในไทยมี แอปพลิเคชั่น สำหรับออมทอง ที่เชื่อถือได้ 3 แอปพลิเคชั่น ได้แก่ แอปพลิเคชั่นออมทองของแม่ทองสุก (MGB) แอปพลิเคชั่นเป๋าตังค์ และแอปพลิเคชั่น Kplus ของธนาคารกสิกรไทย
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะลงทุน นักลงทุนต้องศึกษาความเสี่ยง และควรเลือกร้านค้าทองคำ หรือบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ ก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง “เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุน ไม่ว่าจะผ่านกี่ยุคกี่สมัย เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าซื้อทองคำยังไงก็อุ่นใจ เก็บไว้ที่เราเองสบายใจที่สุด”
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB