สรุปไว้ที่นี่ ทักษิณ กางปัญหา "ตลาดทุนไทย" ทำไมไปไม่ถึงฝัน
สรุปไว้ที่นี่ ทักษิณ กางปัญหา "ตลาดทุนไทย" ทำไมไปไม่ถึงฝัน หวังดึง Trust และ Confidence กลับมา เพิ่มอำนาจ กลต. แนะกระตุ้นตลาดหุ้นดึงเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เข้าเทรด
นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวบนเวที Dinner Talk ”Chat with Tony : Bull Rally of Thai Capital Market“ ถึง ตลาดทุนไทนทุกวันนี้มีอยู่ 3 คำ คือ Trust / Confidence และ Sentiment ซึ่ง Sentiment เป็นเรื่องของสถานการณ์โลกและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสหรัฐฯ โดยต้องจับตาการประกาศนโยบายวันที่ 20 ม.ค.2568 นี้ ว่าจะมีผลกระทบบวกและลบอย่างไรกับไทย ส่วน Trust / Confidence สำหรับประเทศไทยยังมีความเป็นไปได้ที่จะนำกลับคืนมา เพราะทั้ง 3 ตัวนี้ในสภาวะปัจจุบันไม่ค่อยดี
ซึ่งปัญหาของตลาดทุนไทยที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ปรับตัวช้า แต่ต่อไปนี้ต้องเร็ว ซึ่งรัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง เตรียมออกพระราชกำหนดไว้หลายเรื่องแต่สำหรับปัญหาของตลาดทุนไทย แบ่งออกเป็น
ปัญหาที่ 1 Corporate Governance หรือความโปร่งใสของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แต่มีการแก้ปัญหาและอธิบายได้ช้า นายทักษิณ มองว่า ต่อไปนี้หากมีบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ควรยังต้องมอนิเตอร์ติดตาม ตลอดเวลา เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการใช้เงินผิดประเภท ระบบตรวจสอบที่ถูกต้อง ทำบัญชีที่ถูกต้อง และไม่ให้เกิดปัญหากระทบต่อตลาด เพราะ Corporate Governance จะเป็นตัวที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุนได้
ปัญหาที่ 2 คือ การใช้โรบอทหรือหุ่นยนต์ซื้อขายหุ้น ทำให้เกิด High Frequency Trading (HFT) ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อใครเลย แม้จะทำให้เกิด Volume แต่อีกด้านทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีหน้าที่ไม่ให้เกิดการเอาเปรียบต้องเป็นผู้รักากติการที่ดี
ปัญหาที่ 3 การตอบรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับบริษัทที่จดทะเบียนล่าช้า เมื่อเกิดปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องที่สะสมมานานจนทำให้ไม่เกิดความน่าเชื่อถือ โดยกระทรวงการคลังจะเพิ่มอำนาจให้ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ให้เหมือนสากล เพื่อจัดการได้ทันที ไม่ต้อง รอดีเอสไอ รออัยการ เป็นการตัดตอนการวิ่งเต้นหรือเกิดข้อครหา
ปัญหาที่ 4 บริษัทในตลาดเป็นธุรกิจเก่า ไม่มีบริษัทขนาดใหญ่เข้าตลาด ให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ชวนต่างชาติเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น ธุรกิจในเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ เพื่อเพิ่มการลงทุน และเพิ่ม Supply ในตลาดมากขึ้น
ปัญหาที่ 5 หุ้นหลายตัว Price to Book และ Price to Earning ต่ำ จึงอยากสนับสนุนให้บริษัทซื้อหุ้นของตนเอง โดยแนะนำให้วางระบบแบบประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ราคาหุ้นกับ Price to Book ใกล้เคียงกัน เพราะปัจจุบันราคาต่ำกว่าหลายตัว
แนะ กลต. เพิ่มการกำกับดูแลภาคดิจิทัล รับความเปลี่ยนแปลงของโลก
นายทักษิณ กล่าวต่อว่า นอกจากการเพิ่มอำนาจให้กับ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) แล้ว ก็อยากเห็นคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) มีภาคดิจิทัล มีการตื่นตัว เนื่องจากขณะนี้ นายโดนัล ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับ บิตคอยน์ และคริปโทเคอร์เรนซี มากขึ้น จึงอยากให้มีสายกำกับดูและเรื่องของระบบดิจิทัลมากขึ้น ไปจนถึงการอนุญาตให้มีการซื้อขาย Stablecoin ซึ่งมี Asset-backed เพราะทุกวันนี้รัฐบาลออกพันธบัตร เมื่อสถาบันซื้อไปเก็บและออกดอกเบี้ยสิ้นปี ซึ่งไม่ได้ช่วยอะไร แต่หากขายพันธบัตรกับประชาชนทั่วไปด้วย มีระยะเวลาสั้นๆ เพื่อหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
ตรงนี้ได้คุยกบัรัฐมนตรีคลังให้เริ่มจากรัฐบาลก่อน และให้ ให้กับ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) เปิดทางให้สามารถทำได้ รวมถึงการซื้อขายคาร์บอนเครดิต โดยอยากให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการซื้อขายคาร์บอนเครดิต
เสนอสิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนา
ขณะเดียวกัน ภายในงาน นายทักษิณ ได้มีการกล่าวถึงสิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาในหลายประเด็น แบ่งเป็น
1.ไทยควรเร่งพัฒนาให้เป็น Financial Center ซึ่งปัจจุบันมีการศึกษาว่า Financial Center ของไทย ควรมีการออกกฏหมายแบบไหนอย่างไร โดยกระทรวงการคลังได้มีการศึกษาไปแล้วในบางส่วน พร้อมกับแนะว่า วันนี้ไทยควรเพิ่มปริมาณเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพราะเงินที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจของไทย มักถูกนำไปเป็นพันธบัตร (Bond) เกือบทั้งหมด ซึ่งตนอยากเห็นเม็ดเงินอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และ เศรษฐกิจให้มาก วันนี้ไทยจึงควรหาวิธีเลี้ยงเม็ดเงินเหล่านี้ให้ได้ ซึ่งวันนี้สิ่งที่น่าห่วงคือในชนบทแถบไม่มีเม็ดเงิน หมุนเวียน
2.นายทักษิณ ได้แนะนำ เรื่องคริปโทเคอร์เรนซี ว่า รัฐบาลควรจัดทำ Sand Box อาจจะเริ่มที่จังหวัดภูเก็ต โดยการรับบิตคอยน์แทนเงินสด เพราะ คนที่มีบิตคอยน์คือคนที่มีแนวโน้มใช้เงินเพิ่มขึ้น ซึ่งหากเริ่มทำเลยก็จะทำให้คนมาใช้เงินในประเทศไทยมากขึ้น และนอกจากการทำ Sand Box เรื่องดังกล่าวแล้ว ไทยควรทำ Sand Box เกี่ยวกับ Innovation ใหม่ๆ ด้วย เช่น Stem cell ซึ่งปัจจุบันกฎหมายยังตามไม่ทัน และหากรัฐบาลทำได้ จะทำให้ไทยทันกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลก ซึ่งต้องขอบคุณรัฐบาลชุดเก่าที่ออกกฎหมายเรื่อง Sand Box ทำให้รัฐบาลชุดนี้สามารถสานงานต่อได้
ยืนยันเป็นไปได้ค่าไฟ 3.70 บาทต่อหน่วย
3.ส่วนการส่งเสริมการลงทุนขนาดใหญ่ นายทักษิณ ได้แนะนำว่า รัฐบาลควรจะส่งเสริมเพิ่มการลงทุนขนาดใหญ่ภายในประเทศให้มากยิ่งขึ้น เช่น Data Center และ AI โดยจะต้องดึง AI Hub เข้ามาอยู่ในประเทศไทยให้ได้ โดยส่วนนี้จะไปเชื่อมโยงกับค่าไฟ ที่ตนเองเคยปราศัย ไว้ว่า จะลดค่าไฟ ให้อยู่ 3.70 บาท และหากไทยสามารถลดค่าไฟได้ก็จะส่งผลให้ ต่างชาติเข้ามาลงทุนหรือตั้งฐานการผลิตในไทยเพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งก็จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง
4.อีกหนึ่งปัญหาที่นายทักษิณอยากให้เร่งแก้ไขนั้น คือ ไทยต้องเร่งสร้างสมดุลการส่งเสริมการลงทุน จากการเข้ามาของอุตสากรรมยานยนต์ EV ของจีน รวมทั้งเรื่องของการปล่อยสินเชื่อรถยนต์ที่ลดลง ที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ของไทย ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งเศรษฐกิจให้ดีขึ้น เพื่อธนาคารจะได้ปล่อนสินเชื่อ ซึ่งก็จะส่งผลอุตสาหกรรมรถยนต์จะได้ฟื้นตัวได้ต่อไป
ไทยเจอผลกระทบสงครามการค้าแน่นอน
สำหรับเรื่องที่ไทยต้องระวังในปีนี้ นายทักษิณ กล่าวว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และ สงครามการค้า เป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะไทยจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน โดยนายทักษิณ ได้แนะนำว่า การส่งออก ไทยควรหาตลาดใหม่ และปรับปรุงคุณภาพของสินค้าไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม และสินค้าทางการเกษตร ซึ่งไทยควรต้องเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ ในส่วนของการนำเข้า ไทยควรดูแลเรื่องการนำเข้าของสินค้าไร้คุณภาพ รวมถึงสินค้าราคาถูกที่จะส่งผลกระทบต่อ SMEs ของไทย
นอกจากนี้ ไทยควรสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ทดแทนการนำเข้า สินค้าบางประเภท เช่น ยาหรือเวชภัณฑ์ ควรต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมฟาร์มาซี ไปพร้อมกับอุตสาหกรรมใหม่ประเภทอื่นๆ ด้วย เช่น เซมิคอนดักเตอร์ หรือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
เดินหน้าดัน Soft Power - การท่องเที่ยว
ส่วนการพัฒนา Soft Power ของไทยด้วยว่า ขณะนี้นายกรัฐมนตรี ได้มีแผนการดำเนินการ ยกระดับ การโปรโมทสินค้าของแต่ล่ะจังหวัดในประเทศ เพื่อให้ประชาชนรายเล็กมีรายได้หลัก และกระจายรายได้ในประเทศอีกด้วย
ขณะที่ด้านการท่องเที่ยว ไทยยังคงต้องพัฒนาต่อ โดนเน้นไปที่การเข้า-ออก ประเทศ และเน้นความสะดวกสบาย และความปลอดภัยเป็นหลัก ซึ่ง ไทยกำลังทำการติดตั้งกล้องวงจรปิด เพื่อให้ไทยกลายเป็น Smart Citi โดยจะเริ่มจากกรุงเทพฯ และจังหวัดท่องเที่ยว ซึ่งหากทำได้ จะสร้างความมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวได้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้สะอาดเป็นเมืองน่าเที่ยว ขณะที่การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งสนามบินใหม่ เส้นทางใหม่ในภูเก็ต หรือการสร้างรถไฟใต้ดินที่เชียงใหม่ มองว่าควรต้องรีบทำเพื่อให้การท่องเที่ยวกระจายตัว ตนเองคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วง 2 ปีกว่า ของรัฐบาลที่เหลือ เพราะเราพยายามจะสร้างธุรกิจใหม่ๆให้ประชาชน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB