จบดีลภาษีเวียดนาม! ทรัมป์ โพสต์ สหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้า 20%
จบดีลภาษีเวียดนาม! สหรัฐเก็บภาษีนำเข้า 20% ขณะที่เวียดนามเรียกเก็บภาษีศุลกากร 0% ต่อสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศบนแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะเปิดทางให้สหรัฐอเมริกา สามารถเข้าถึงตลาดเวียดนามโดยปลอดภาษีนำเข้า (Tariff-free access)
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผมขอประกาศว่า ได้ทำข้อตกลงการค้ากับสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam) หลังจากได้พูดคุยกับโต ลัม (To Lam) เลขาธิการใหญ่ผู้ทรงเกียรติของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (Communist Party of Vietnam) ข้อตกลงนี้จะเป็นความร่วมมือที่ยอดเยี่ยมระหว่างสองประเทศของเรา โดยมีเงื่อนไขว่า...
เวียดนามจะจ่ายภาษี 20% ให้กับสหรัฐฯ สำหรับสินค้าทุกประเภทที่ส่งเข้ามาในประเทศเรา และจ่ายภาษี 40% สำหรับสินค้าที่มีการส่งผ่าน (Transshipping) เพื่อแลกเปลี่ยน
โดยเวียดนามจะทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน คือเปิดตลาดให้กับสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ (TOTAL ACCESS to their Markets for Trade) กล่าวคือ พวกเขาจะ “เปิดตลาดให้กับสหรัฐฯ” (OPEN THEIR MARKET TO THE UNITED STATES) ซึ่งหมายความว่า สหรัฐฯ จะสามารถขายสินค้าของเราสู่เวียดนามโดยไม่มีภาษี (ZERO Tariff)
ผมเชื่อว่า รถ SUV หรือที่บางครั้งเรียกว่า รถเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ (Large Engine Vehicle) ซึ่งขายดีในสหรัฐฯ จะเป็นสินค้าที่เสริมกลุ่มผลิตภัณฑ์ภายในเวียดนามได้อย่างยอดเยี่ยม
การเจรจากับเลขาธิการโต ลัมด้วยตัวผมเอง ถือเป็นความยินดีอย่างแท้จริง
ขอบคุณสำหรับความสนใจในเรื่องนี้ครับ!”
ด้าน KS Strategy ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า หากไทยต้องเผชิญอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่สูงกว่า 20% จะกระทบกับความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, อาหารทะเลแปรรูป, และสินค้าเกษตรอื่นๆ โดยสินค้าจากกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นสินค้าส่งออกหลักของเวียดนามไปยังสหรัฐฯ ที่มีความใกล้เคียงหรือทับซ้อนกับไทย
ขณะที่กลุ่มสินค้าส่งออกไทยไปยังเวียดนามบางกลุ่มอาจเผชิญการแข่งขันที่มากขึ้นจากสินค้าที่มาจากสหรัฐฯ เข้ามาแข่ง เนื่องจากเวียดนามมีข้อตกลงในการเปิดรับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ มากขึ้นเช่น เครื่องจักรกลและอุปกรณ์อุตสาหกรรม, อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, สินค้าเกษตร, รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และผลิตภัณฑ์พลาสติกและเคมีภัณฑ์
แต่ทั้งนี้ เวียดนามส่วนใหญ่นำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เป็นสินค้าที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง ที่เวียดนามยังไม่มีการผลิตเพียงพอ ดังนั้นความเสี่ยงจากประเด็นการแข่งส่งออกของไทยกับสหรัฐฯ อาจจะจำกัดแค่บางสินค้าและอุตสาหกรรมการผลิตที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
สำหรับข้อเสนอการเจรจากการค้าของไทย-สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องมีความน่าสนในที่มากกว่าในปัจจุบันหากอยากได้ข้อตกลงที่ดี เพราะพิจารณาข้อตกลงการค้าของเวียดนาม-สหรัฐฯ ที่เวียดนามยอมเปิดตลาดในระดับสูงด้วยการลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% บนสินค้าจากสหรัฐฯ ไปเวียดนาม และยอมให้เก็บภาษีนำเข้า 20% สำหรับสินค้าจากเวียดนามส่งออกไปสหรัฐฯ รวมถึงสินค้าจากจีนที่ส่งออกผ่านเวียดนามที่อัตรา 40% (Transshipping tariff)
หากไทยเจรจาการค้าแล้วสุดท้ายต้องเผชิญอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่สูงกว่า 20% จะส่งผลกระทบเชิงลบกับภาพเศรษฐกิจไทยในเชิงความสามารถในการแข่งขันโดยเปรียบเทียบของต้นทุนทางภาษีที่จะส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ, และหากไทยไม่สามารถบรรลุการเจรจาข้อตกลงการค้าได้เลยจนต้องเผชิญอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่สูงถึง 36% จะเป็นกรณีแย่ที่สุด เพราะไม่เพียงไทยอาจจะส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ได้น้อยลงจากราคาสินค้าส่งออกไทยที่อาจสูงขึ้นตามต้นทุนทางภาษี รวมถึงความน่าสนใจที่จะมาลงทุนทางตรงเช่นเปิดโรงงานในไทยก็จะน้อยลงโดยเปรียบเทียบ แต่ไม่มี downside ในเชิงของคาดการณ์ GDP 1.4% ของปี 2025 ที่เรารวมผลของภาษีที่ระดับ 36% แล้ว
โดย มุมมอง KS มองว่า
ระยะสั้น เรามองเป็น sentiment เชิงลบต่อ SET index จนกว่าจะทราบอัตราภาษีของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม หากอิงจากข้อเสนอที่ เวียดนามให้สหรัฐฯ คาดว่ามีโอกาสน้อยที่ไทยจะบรรลุข้อตกลงที่ต่ำกว่า 20% โดยเราประเมินแนวรับของ Set index ที่ระดับ PB 1.0x หรือเทียบเท่า SET index ที่ราว 1,050 จุด กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้เน้นหุ้นตั้งรับ เช่น ICT (TRUE) และหุ้นกลุ่ม high yield เช่น อสังหาฯ (SPALI SIRI) โดยกลุ่มที่อาจได้ผลกระทบ sentiment เชิงลบ เช่นกลุ่มส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA HANA KCE), อาหารทะเล (TU ASIAN), กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA AMATA) รวมถึงผลกระทบทางอ้อมต่อกลุ่มธนาคาร
เนื่องจากคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มลูกค้าธุรกิจแย่ลง โดยเฉพาะในหมวดธุรกิจที่เกี่ยวกับการส่งออก (BBL SCB) อย่างไรก็ดี ในเชิงพื้นฐานผลกระทบบนผลประกอบการอาจไม่ได้ชัดมาก ขณะที่ในเชิง valuation หรือมูลค่าหุ้น ปัจจัยลบเหล่านี้ก็ถูกรับรู้แล้วในราคาหุ้นบางส่วน และราคาหุ้นในปัจจุบันมี upside อยู่ในระดับสูง
ส่วนสินค้าส่งออกหลักเวียดนามไปยังสหรัฐ เช่น
1. สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม (Textiles and Garments) โดยเวียดนามถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเสื้อผ้ารายใหญ่ของโลก
2. เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics and Electrical Equipment)
- โทรศัพท์มือถือ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
- มีบริษัทต่างชาติอย่าง Samsung และ Intel มาตั้งฐานการผลิตในเวียดนาม
3. เฟอร์นิเจอร์ไม้ (Wooden Furniture)
- เฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์จากไม้ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ เตียง
- เวียดนามเป็นผู้ส่งออกเฟอร์นิเจอร์อันดับต้น ๆ ของโลก
4. รองเท้า (Footwear)
- แบรนด์ระดับโลกจำนวนมากมีฐานการผลิตในเวียดนาม
5. อาหารทะเลแปรรูป (Processed Seafood)
- เช่น กุ้งแช่แข็ง ปลาแปรรูป ปลาทูน่ากระป๋อง ฯลฯ
- สหรัฐเป็นตลาดสำคัญสำหรับอาหารทะเลจากเวียดนาม
6. กาแฟและสินค้าเกษตรอื่นๆ (Coffee and Agricultural Products)
- เวียดนามเป็นผู้ส่งออกกาแฟรายใหญ่ โดยเฉพาะกาแฟโรบัสต้า
สินค้าส่งออกหลักของสหรัฐไปเวียดนาม เช่น
1.เครื่องจักรกลและอุปกรณ์อุตสาหกรรม (Machinery and Industrial Equipment)
- เครื่องจักรเป็นสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ เพราะเวียดนามกำลังพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิต
2.อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Electrical Machinery and Equipment)
- เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
- ใช้ในการผลิตสินค้าเทคโนโลยีและเครื่องใช้ไฟฟ้าในเวียดนาม
3. ถั่วเหลือง ข้าวโพด และสินค้าเกษตร (Agricultural Products)
- โดยเฉพาะ ถั่วเหลือง และ ข้าวโพด สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และการแปรรูปอาหาร
4. เครื่องบินและชิ้นส่วนอากาศยาน (Aircraft and Parts)
- เวียดนามมีสายการบินเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น ทำให้มีความต้องการเครื่องบินสูง
- Boeing เป็นผู้ส่งออกหลักของอุตสาหกรรมนี้
5. ยาและเวชภัณฑ์ (Pharmaceuticals and Medical Equipment)
- เวียดนามยังพึ่งพาการนำเข้าเวชภัณฑ์คุณภาพสูงจากสหรัฐเช่นเครื่องมือแพทย์ ยา วัคซีน
6. รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ (Automobiles and Auto Parts)
- เวียดนามมีความต้องการรถยนต์สูงและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
7. ผลิตภัณฑ์พลาสติกและเคมีภัณฑ์ (Plastics and Chemicals)
- ผลิตภัณฑ์พลาสติกและเคมีภัณฑ์ ใช้ในภาคการผลิต เช่น การบรรจุภัณฑ์ และอุตสาหกรรมแปรรูป
สินค้าส่งออกหลักของไทยไปเวียดนาม เช่น
1. น้ำมันสำเร็จรูป (Refined Petroleum)
- น้ำมันสำเร็จรูป เป็นสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ของไทยไปเวียดนาม
2. เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ไฟฟ้า (Machinery & Electrical Appliances)
- เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สายไฟ และมอเตอร์ไฟฟ้า เนื่องจากเวียดนามมีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก ต้องการชิ้นส่วนจากต่างประเทศ
3. รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ (Automobiles & Auto Parts)
- เช่น รถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์ และอะไหล่ โดยไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่ใหญ่ในอาเซียน
4. เม็ดพลาสติก (Plastic Pellets)
- เม็ดพลาสติกใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปพลาสติก เช่น บรรจุภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเฟอร์นิเจอร์
5. เคมีภัณฑ์ (Chemical Products)
- เช่น สารเคมีสำหรับอุตสาหกรรม สี กาว และปุ๋ยเคมี
6. ผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารแปรรูป (Agro-industrial Products)
- เช่น น้ำตาล อาหารสัตว์แปรรูป แป้งมันสำปะหลัง ข้าวโพด รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ขนมขบเคี้ยว เครื่องปรุงรส และเครื่องดื่ม
7. เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย (Cosmetics & Personal Care)
• สินค้าความงามจากไทยได้รับความนิยมในเวียดนาม
นอกจากนี้ เวียดนามยังตกลงเพิ่มเติมว่า หากสินค้ามีต้นทางจากประเทศที่สามแล้วถูกส่งมายังเวียดนามเพื่อจัดส่งต่อมายังสหรัฐฯ จะต้องเสียภาษีในอัตรา 40% การดำเนินการเช่นนี้เรียกว่า “Transshipping” ซึ่งเป็นวิธีที่บางประเทศใช้เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี (Trade barriers) รายงานระบุว่า จีนซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่ที่สุดไปยังสหรัฐฯ เคยใช้เวียดนามเป็นฐานสำหรับการส่งผ่านสินค้ารูปแบบนี้
ข้อตกลงนี้มีขึ้นไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่มาตรการเลื่อนการขึ้นภาษี (90-day pause on tariffs) ของทรัมป์จะหมดอายุ ซึ่งหากหมดเวลา ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ สำหรับหลายประเทศจะเพิ่มขึ้นในอัตราสูง ในช่วงก่อนหน้านี้ ภายใต้ มาตรการการค้าระหว่างประเทศแบบปกป้องตนเอง (Protectionist trade scheme) สินค้านำเข้าจากเวียดนามถูกเก็บภาษีแบบครอบคลุม (blanket tariff) ที่อัตรา 46%
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB