DBS คาด GDP ปีนี้ 1.8% กรณีไทยโดนเก็บภาษีจากสหรัฐ 18-20%
DBS คาด GDP ปีนี้ 1.8% กรณีไทยโดนเก็บภาษีจากสหรัฐ 18-20% ชี้ ลงทุนไตรมาส 3 ครอบคลุม 6 กลุ่มหลัก
นายเวย์ ฟุก โหว Chief Investment Office,DBS Bank กล่าวในงาน DBS 2H25 CIO Market Outlook-จุดเปลี่ยนของโลก ถึงนโยบายในช่วง 100 วันแรกของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างแรงสั่นสะเทือนทั่วโลก ตั้งแต่การลดงบประมาณของกระทรวงพลังงาน (DOGE) อย่างรุนแรง ไปจนถึงการจุดชนวนสงครามภาษีในระดับโลก แม้แนวทางดังกล่าวจะช่วยวางตำแหน่งใหม่ให้กับสหรัฐฯ ในเวทีระหว่างประเทศ
แต่ความไม่ชัดเจนด้านนโยบายยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดัน risk premium ของสินทรัพย์การเงินสหรัฐฯ ให้เพิ่มสูงขึ้น
เพราะการผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ล่าสุด ยิ่งทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องความยั่งยืนทางการคลังอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลจากสำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ (CBO) คาดการณ์ว่าขาดดุลงบประมาณจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้ และหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 118% ของ GDP ภายในปี 2578 การที่ Moody’s ปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯ ลงสู่ระดับ Aa1 จึงถือเป็นสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่าสหรัฐฯ กำลังสูญเสียสถานะ “ปลอดความเสี่ยง” ของพันธบัตรรัฐบาล ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีที่ทะลุ 5%สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อเสถียรภาพทางการคลังที่กำลังลดลง
ปรับกลยุทธ์การลงทุนสำคัญ
นายเวย์ ฟุก โหว มองว่า "Beautiful Tariff War" ของทรัมป์มีเป้าหมายสองประการ ได้แก่ การควบคุมอิทธิพลของจีนในเชิงยุทธศาสตร์ และการจัดเก็บรายได้เพิ่มเติมเพื่อลดปัญหาความเสี่ยงล้มละลายของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าแบบเหมารวมในอัตรา 20% รายได้สุทธิที่เพิ่มขึ้นหลังปรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่เพียง 185.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งยังไม่เพียงพอแม้แต่จะครอบคลุมดอกเบี้ยจากหนี้ภาครัฐ ข้อจำกัดทางการคลังเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้ DBS ปรับกลยุทธ์การลงทุนที่สำคัญ ดังนี้
- คงน้ำหนัก “Neutral” ในตลาดหุ้น โดยคาดว่าผลตอบแทนจะแตกต่างกันไปตามภูมิภาค และกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ขณะที่กลุ่มบริการมีแนวโน้มเติบโตดีกว่ากลุ่มที่เน้นสินค้า
- ปรับลดน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาลในตลาดพัฒนาแล้ว (DM) สู่ระดับ “Neutral” จากความกังวลด้านการคลังและเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง พร้อมทั้งใช้กลยุทธ์ “บาร์เบล” สำหรับตราสารหนี้
- ให้น้ำหนัก “Overweight” ต่อสินทรัพย์ทางเลือก โดยเฉพาะทองคำ โดยคาดการณ์ว่าเป้าหมายที่ USD3,765 ต่อออนซ์ ภายในไตรมาส 4 ปีนี้ และสินทรัพย์นอกตลาดที่สามารถสร้างรายได้ประจำ
3 ธีมหลักกำหนดทิศทางไตรมาส 3 ปีนี้
นายเวย์ ฟุก โหว กล่าวอีกว่า 3 ธีมหลักที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางในไตรมาส 3 ปีนี้ ที่ครอบคลุมแนวโน้มการลงทุน ได้แก่
1.การคลี่คลายความตึงเครียดทางภาษีอย่างเป็นรูปธรรม
2.ผลตอบแทนของตลาดหุ้นที่เริ่มแตกต่างกันชัดเจนระหว่างภูมิภาค และกลุ่มอุตสาหกรรม
3.ความเสี่ยงทางการคลังที่กดดันพันธบัตรรัฐบาลและค่าเงินดอลลาร์ แต่กลับเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำการที่สหรัฐฯ และจีนเร่งลดระดับความตึงเครียดทางการค้าอย่างกะทันหันสร้างความประหลาดใจให้กับตลาด โดยมีแรงผลักดันจากเหตุผลเชิงปฏิบัติ เนื่องจากภาษีนำเข้าในอัตราสูงถึง145% เปรียบ เสมือนมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าที่ส่งผลเสียต่อทั้งสองฝ่าย
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯต้องเผชิญกับภาระการรีไฟแนนซ์ หนี้ภาครัฐกว่า 7.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้ ประกอบกับกระแสนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ที่เริ่มลดลงในประเทศ ส่งผลให้ทรัมป์หันมารับนโยบายก้าวหน้าในบางด้าน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ ให้พรรครีพับลิกันในฐานะพรรคของชนชั้นแรงงาน ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในปี 69
โดยสรุปแล้ว ความไม่ชัดเจนด้านนโยบาย และการใช้จ่ายภาครัฐอย่างไร้ขีดจำกัดของสหรัฐฯ กำลังเพิ่มระดับความเสี่ยงในสินทรัพย์การเงินทั่วโลก แม้การคลี่คลายความตึงเครียดทางภาษี จะมีแนวโน้มขับเคลื่อนด้วยเหตุผลเชิงปฏิบัติ แต่นักลงทุนควรเตรียมรับมือกับผลตอบแทนที่แตกต่างกันมากขึ้นระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม โดยกลุ่มเทคโนโลยี และบริการมีแนวโน้มเติบโตดีกว่ากลุ่มอื่นๆ กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงของเรา ยังคงให้น้ำหนัก "Overweight" ต่อสินทรัพย์ทางเลือก โดยเฉพาะทองคำและสินทรัพย์นอกตลาดที่สามารถสร้างรายได้ประจำ เพื่อเสริมความแข็งแรงของพอร์ตในยุคที่โลกเริ่มเปลี่ยนผ่าน จากการพึ่งพาสินทรัพย์การเงินของสหรัฐฯ
ลงทุนไตรมาส 3 ครอบคลุม 6 กลุ่มหลัก
ทั้งนี้ นายเวย์ ฟุก โหว ให้ข้อเสนอแนะการลงทุนในไตรมาส 3 ปีนี้ ครอบคลุม 6 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. หุ้น (Equities): แนะนำให้ลงทุนมากขึ้น (Overweight) ในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ รวมถึงหุ้นในยุโรปและเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ที่มีมูลค่าน่าสนใจและได้รับแรงหนุนจากนโยบายการคลัง
2. ตราสารหนี้ (Credit): คงกลยุทธ์ “Duration Barbell” โดยเน้นตราสารหนี้คุณภาพดี อายุ 2-3 ปี และ 7-10 ปี พร้อมแนะนำลงทุนในพันธบัตรป้องกันเงินเฟ้อของสหรัฐฯ (TIPS)
3. อัตราดอกเบี้ย (Interest Rates): ชี้ให้จับตาความเสี่ยงด้านการคลัง และแนวโน้มที่นักลงทุนจะย้ายจากสินทรัพย์ดอลลาร์ ไปยังพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่นในเอเชีย
4. สกุลเงิน (Currencies): มองว่าดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนค่า และสกุลเงินปลอดภัยอื่นจะได้ประโยชน์ในช่วงนี้
5. สินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets): แนะนำลงทุนในทองคำ, เฮดจ์ฟันด์, Private Equity ตลาดรอง, ตราสารหนี้นอกตลาด และโครงสร้างพื้นฐานภาคเอกชน
6. ธีมการลงทุน (Thematic Focus): ให้ความสำคัญกับ “ระเบียบโลกใหม่” โดยเน้นกลุ่มหุ่นยนต์มนุษย์, ระบบอัตโนมัติภาคอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอวกาศ
คาด GDP ปีนี้ 1.8% กรณีไมยโดนภาษีสหรัฐ 18-20%
ด้านนางสาวจันทร์เพ็ญ กรรมการบริหารอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวเสริมว่า ขณะนี้หลายประเทศกำลังเผชิญปัญหามาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งไทยเองถูกเรียกเก็บอัตราภาษีนำเข้าอยู่ที่ 36% ซึ่งถือว่าสูงกว่าหลายประเทศคู่แข่ง ขณะเดียวกัน DBS เชื่อว่าหากทีมไทยแลนด์มีการเจรจาอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ประเทศไทยจะถูกลดอัตราภาษีดังกล่าวลงอีกเพิ่มเติม ทั้งนี้ได้คาดการณ์ถึง GDP ของไทยในปีนี้ จะอยู่ที่ 1.8% กรณีอัตราภาษีฯอยู่ที่ระดับ 18-20% ขณะเดียวกันหากอัตราภาษีฯไม่ได้ถูกปรับลดลง คาดว่า GDP จะอยู่ที่ 1%
ขณะที่ ค่าเงินบาท DBS คาดว่าจะแข็งค่าขึ้นได้อีกเล็กน้อย จากการที่รัฐบาลจีนได้มีการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับค่าเงินหยวน และอาจเป็นตัวกำหนดให้อัตราแลกเปลี่ยนทั่วเอเชียมีโอกาสที่จะแข็งค่าตามไปด้วย โดยประมาณการว่าปีนี้จะอยู่ที่ 32.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 69 จะอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แม้ว่าการส่งออกและนำเข้าของไทยจะโดนผลกระทบจากการขึ้นอัตราภาษีฯ แต่สุดท้ายแล้วในภาพรวม มองว่ามีโอกาสที่ไทยจะยังเกินดุลได้มากขึ้น และถ้าสถานการณ์ยังคงเป็นแบบนี้อย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้ค่าเงินบาทมีโอกาสที่จะแข็งค่าขึ้นต่อไปอีก
ส่วนการปรับลดอัตราดอกเบี้ย นางสาวจันทร์เพ็ญ มองว่าเกิดขึ้นจากปัจจัยที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง ผลกระทบจากการขึ้นอัตราภาษีสหรัฐ และจำนวนนักท่องเที่ยวที่หดตัวลง พร้อมระบุว่า ในปีนี้ กนง. อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 1 ครั้งในQ3 และปรับลดอีก 2 ครั้ง ในปี 69 Q1-2 คงเหลือ 1% หรืออาจเห็น กนง.ปรับลดในปีนี้ 2 ครั้ง ก็เป็นไปได้ นางสาวจันทร์เพ็ญ กล่าว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB