หุ้นไทยบวกต่อ ยืนเหนือ 1,213.29 จุด ช่วงเช้า +21.54 จุด
หุ้นไทยบวกต่อ ยืนเหนือ 1,213.29 จุด ช่วงเช้า +21.54 จุด มูลค่าการซื้อขาย 10,519.25 ล้านบาท InnovestX ให้ แนวต้านประเมินไว้ที่ 1200/1210 จับตาวันนี้ไทยจะยื่นข้อเสนอเจรจากับสหรัฐฯ ครั้งสุดท้าย
InnovestX คาดตลาดอยู่ในช่วงพักฐาน/ไซด์เวย์ มีแนวรับที่ 1185-1180/1160 ซึ่งหากพักสั้นเพื่อขึ้นไม่ควรหลุดต่ำกว่าอีก ส่วนแนวต้านประเมินไว้ที่ 1200/1210 ทั้งนี้วันนี้ไทยจะยื่นข้อเสนอเจรจากับสหรัฐฯ ครั้งสุดท้าย โดยล่าสุดสหรัฐฯ ประกาศเก็บญี่ปุ่นที่ 15% และฟิลิปปินส์ที่ 19% ทำให้ไทยยังคงต้องติดตามว่าจะได้ภาษีใกล้เคียงภูมิภาคหรือไม่ โดยประเด็นสำคัญ คือ
- ปธน. ทรัมป์ประกาศบรรลุข้อตกลงการค้ากับฟิลิปปินส์และญี่ปุ่นแล้ว โดยสหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากฟิลิปปินส์ในอัตรา 19% (เดิม 20%)
- และจากญี่ปุ่นในอัตรา 15% (เดิม 25%) โดยฟิลิปปินส์จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตรา 0% และเปิดตลาดเสรีให้กับสินค้าสหรัฐฯ ส่วนญี่ปุ่นจะลงทุน 5.5 แสนล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ
- รมต. คลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณขยายเส้นตายทางการค้ากับจีนเพิ่มอีก 90 วัน ในการประชุมกับตัวแทนจากจีน ณ ประเทศสวีเดนในสัปดาห์หน้า เพื่อเปิดทางให้สหรัฐฯ และจีนดำเนินการเจรจาการค้าต่อ
- EU กำลังพิจารณาใช้เครื่องมือต่อต้านการบีบบังคับ (ACI) อย่างเต็มรูปแบบ หากการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ ไม่เป็นผลสำเร็จภายในวันที่ 1 ส.ค. และรัฐบาลทรัมป์เดินหน้าตามคำขู่ที่จะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจาก EU ในอัตรา 30% ในวันที่ 1 ส.ค. นี้
- รมว.คลัง เผยขณะนี้สหรัฐฯ ได้พิจารณาข้อเสนอใหม่ของประเทศไทยไปแล้ว 90% คาดว่าอีก 1-2 วันน่าจะพิจารณาครบ 100% และมีคำตอบที่ชัดเจนก่อนวันที่ 1 ส.ค. 2568 โดยคาดหวังไทยจะได้รับอัตราภาษีต่ำกว่า 20% หรือเท่ากับประเทศในภูมิภาคอาเซียน
- ครม. มีมติแต่งตั้ง “วิทัย รัตนากร” ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ธปท. คนใหม่ ตามที่ รมว. คลังได้เสนอชื่อเพื่อแทนผู้ว่าฯ ธปท. คนปัจจุบันที่จะหมดวาระในวันที่ 30 ก.ย. นี้ ด้าน รมว. คลังหวังจะเดินหน้าประสานนโยบายการเงิน-การคลังไปในทิศทางเดียวกัน รับมือ ศก.
- จำนวน นทท. ต่างชาติในสัปดาห์ก่อนคงมีแนวโน้มเติบโต WoW โดยเพิ่มขึ้น 7%WoW สู่ 611,596 คน หนุนจากกลุ่มระยะใกล้และไกล โดยเฉพาะญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, อินเดีย และจีน
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
มอง SET แกว่งตัวผันผวน แม้มีโมเมนตัมบวกจาก Fund Flow ไหลเข้า EM และการอนุมัติผู้ว่าฯ ธปท. คนใหม่ แต่ยังต้องติดตามการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy” ใน 2 ธีม หลักและ 2 ธีมเทรดดิ้ง ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้หุ้น
1.หุ้น Earnings Play โมเมนตัมกำไรยังเติบโตแข็งแกร่ง โดย 2Q68 คาดกำไรปกติจะเติบโตได้ทั้ง YoY และ QoQ ขณะที่ 3Q68 คาดกำไรยังเติบโต YoY แนะนำ ADVANC BCH CBG CPALL SCCC
2.หุ้นปันผลที่มีคุณภาพดี (SET50 ที่มี SET ESG Ratings A ขึ้นไป) เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตลงทุนในระยะสั้น โดยคาดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไร 1H68 และให้ Div. Yield เกิน 2% แนะนำ ADVANC BBL PTT
3.Trading Idea : สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นที่คาดฟื้นตัวเร็วหากเชื่อว่าการเจรจาจะทำให้สหรัฐฯ พิจารณาปรับลดภาษีไทยลงมาอยู่ที่ระดับ 20% หรือต่ำกว่าและราคาหุ้นยังฟื้นตัวช้า แนะนำ AMATA GPSC WHA และ 2) หุ้น Undervalue (PER และ PBV < -1SD) และเราแนะนำ Outperform อีกทั้งคาดให้ Div. Yield ไม่ต่ำกว่าปีละ 3% แนะนำ BBL BCPG BDMS CPALL DIF PTT SIRI
หุ้นเด่น
DIF: มองมีปัจจัยระยะสั้นจากการไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาด แนวโน้มใน 2Q68 คาดว่ากำไรปกติจะปรับตัวดีขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง คาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดีสูงถึง 11% ในปี 2568 และการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกใน 2H68 จะเป็นปัจจัยกระตุ้น
MINT: มองราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นจากสัญญาณการท่องเที่ยวฟื้นตัว คาดว่าจะรายงานกำไรหลักสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใน 2Q68 ที่ 3.3 พันลบ. เพิ่มขึ้น 3% YoY และเพิ่มจากระดับเพียง 50 ลบ. ใน 1Q68 จากการเข้าสู่ช่วงไฮซีซันในยุโรป รายได้จากธุรกิจโรงแรมและต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลงเป็นปัจจัยสนับสนุน เป็น Top Pick ในกลุ่มท่องเที่ยว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB