การบินไทย ประกาศชัด พร้อมกลับเข้าตลาดหลักทรัพย์ 4 ส.ค. นี้!
การบินไทย ประกาศชัด พร้อมกลับเข้าตลาดหลักทรัพย์ 4 ส.ค. นี้! หลังแผนฟื้นฟูกิจการสำเร็จ ยืนยัน! จะสามารถจ่ายปันผลได้ไม่ติดขัด ลั่น! มองไม่เห็นปัญหากระทบรายได้
นายลวรณ แสงสนิท ประธานกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทการบินไทย มีความพร้อมในการนำหุ้น "THAI" กลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกครั้ง ในวันที่ 4 ส.ค. 68 หลังจากที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่ง ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 68
ซึ่งการกลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้ง มาจากการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ตั้งไว้ ประมาณ 5 ปี สำเร็จ ที่มีทั้งการปรับโครงสร้างธุรกิจ ปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงการขายทรัพย์สินที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก
"การบินไทยออกจากการเป็นรัฐวิสาหกิจได้แล้ว สถานะของบริษัทในวันนี้ถือว่าอยู่ในจุดที่ดีที่สุด ทุกด้านไม่ว่าจะเป็นสถานะทางการเงิน ประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน บริษัทมีความชัดเจนยิ่งขึ้นในเรื่องของทิศทางการเติบโต รวมถึงยุทธศาสตร์ที่ใช้"
นายลวรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการบริษัทชุดใหม่ มีความพร้อม ทางด้านความรู้และวิสัยทัศน์ ที่จะสามารถร่วมกันผลักดันองค์กรให้เติบโตได้ โดยคณะกรรมการบริษัทชุดใหม่ได้รวมผู้เชี่ยวชาญทั้งภาครัฐและเอกชน รวม 11 ท่าน ซึ่งสามท่าน เป็นคณะกรรมการของบริษัทตั้งแต่ในช่วงก่อนเข้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการ ส่วนกรรมการเข้าใหม่อีกแปดท่าน ก็ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาโดยผู้ถือหุ้นที่ผ่านการพิจารณาแล้ว ว่ามีคุณสมบัติครอบคลุมในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจการบิน การเงิน กฎหมาย กลยุทธ์ การตลาด และเทคโนโลยีดิจิทัล
นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการชุดย่อย ได้แก่คณะกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน เพื่อดูแลธุรกิจของบริษัทให้ครบทุกด้าน โดยส่วนตัวเชื่อว่าคณะกรรมการและฝ่ายบริหาร พร้อมที่จะทำงานร่วมกันและสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยบริษัทจะยังคงมีทีมผู้บริหารจากในช่วงกระบวนการฟื้นฟูกิจการอยู่ เนื่องจากจะช่วยให้สามารถดำเนินงานของการบินไทยต่อได้อย่างมั่นคง
ด้านนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการและอดีตประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ ระบุว่า การบินไทยดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการและบรรลุครบถ้วนทุกเงื่อนไขสำเร็จภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี ซึ่ง เห็นได้จากผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 การบินไทยสามารถสร้างกำไรจากการดำเนินงาน (ก่อนต้นทุนทางการเงินไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) สูงถึง 41,515 ล้านบาท และยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
จากในไตรมาส 1 ปี 2568 การบินไทยมีกำไรจากการดำเนินงาน (ก่อนต้นทุนทางการเงินไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 13,661 ล้านบาท หรือคิดเป็น EBIT margin สูงที่สุดในกลุ่มสายการบินที่ให้บริการเต็มรูปแบบ (Full-Service) ในเอเชียแปซิฟิกและยุโรปที่ 26.5% (แหล่งที่มาจาก Airline Weekly) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
ขณะที่ด้านกลยุทธ์การเติบโต นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การบินไทย ได้กล่าวว่า การเติบโตในปัจจุบันไม่ได้มาจากการฟื้นตัวหลังโควิด-19 เท่านั้น แต่มาจากโครงสร้างที่หลากหลายและกลยุทธ์ระยะยาวที่ชัดเจน ซึ่งรวมถึง ปรับโครงสร้างองค์กร ให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากขึ้น การปรับโครงสร้างเครื่องบิน ที่ตั้งเป้าไว้ว่าต้องมีเครื่องบิน 150 ลำในปี 2576 ลดแบบเครื่องบินจาก 8 แบบ เหลือ 4 แบบ และลดจำนวนเครื่องยนต์จาก 9 แบบ เหลือ 5 แบบ เพื่อควบคุมต้นทุน พร้อมตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดจาก 26% เป็น 35% ภายในปี 2572
รวมถึงการขยายเส้นทางและความถี่การบิน เพื่อเป็นสายการบิน Regional Network เชื่อมต่อภูมิภาคและระหว่างทวีป และ ปรับปรุงบริการและช่องทางการขาย เพื่อยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า รวมถึง การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้จากช่องทางขายตรง
ขณะที่นางเฉิดโฉม เทอดสถีรศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการเงินและการบัญชี กล่าวว่า สถานะทางการเงินของการบินไทยในวันนี้แข็งแกร่งและมั่นคงกว่าเดิมมาก โดยในปี 2567 บริษัทฯ มีรายได้รวม 187,989 ล้านบาท และกำไรจากการดำเนินงาน 41,515 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไร (EBIT Margin) 22.1% ส่วนไตรมาส 1 ปี 2568 มีรายได้รวม 51,625 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงาน 13,661 ล้านบาท อัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) 83.3% และ และอัตราผลตอบแทนต่อผู้โดยสาร (Passenger Yield) 2.91 ใกล้เคียงกับปีก่อน โดยปัจจุบันมีกระแสเงินสดรวม 1.2 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ความสำเร็จจากการแปลงหนี้และดอกเบี้ยตั้งพักของเจ้าหนี้เป็นทุนกว่า 53,453 ล้านบาท และการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมและพนักงานกว่า 22,987 ล้านบาทในปี 2567 ซึ่งทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นกลับเป็นบวกที่ 55,439 ล้านบาท ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 จากที่เคยติดลบ 43,142 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 และสามารถลดอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E Ratio) เหลือเพียง 2.2 เท่า จาก 12.5 เท่า ในปี 2562 โดยไม่มีการปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการลดยอดหนี้ลง(Hair Cut) ในส่วนหนี้เงินต้นของเจ้าหนี้ทางการเงินและเจ้าหนี้การค้า
"ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการทำงานหนัก วินัยทางการเงินที่เข้มงวด และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของการบินไทย" นางเฉิดโฉม กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ ถึงแม้กระแสเงินสดของบริษัทจะเพียงพอ แต่จะสามารถกลับไปจ่ายปันผลให้กับนักลงทุนได้อีกครั้งเมื่อไหร่นั้น นายลวรณ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้องรอหลังจากหุ้นกลับเข้าไปยังตลาดหลักทรัพย์ให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยก่อน และต้องดูราคาทุกอย่าง ว่าราคาหุ้นของการบินไทย เมื่อกลับเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แล้ว จะอยู่ที่ตรงไหน และความสามารถในการสร้างกำไรจริงๆของปีนี้จะสุทธิอยู่ที่เท่าไหร่ แต่เชื่อว่าจะไม่ติดขัดในเรื่องของการจ่ายเงินปันผล
"ความเสี่ยงเดียวที่เรามีอยู่ตอนนี้ คือเรื่องของราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปัจจัยสั้นๆแต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ตอนนี้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ซึ่งผมก็ยังมองไม่เห็นว่าจะมีความเสี่ยงอะไรที่จะมาเป็นเรื่องท้าทาย หลังจากนี้ที่จะมากระทบให้ตัวเลขเป็นไปตามเป้าหมายที่เราได้ตั้งไว้"
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB