ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.73 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก”
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.73 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก” และมีโอกาสทยอยอ่อนค่าลงต่อได้ รอลุ้นผลการเจรจาการค้าระหว่างไทย-สหรัฐฯ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.73 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก” จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 32.49 บาทต่อดอลลาร์ ถูกกดดันโดยการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ (XAUUSD) จนหลุดโซนแนวรับ 3,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่างออกมาดีกว่าคาด
นอกจากนี้ ผลการประชุม FOMC ของเฟด ล่าสุด ที่แม้ว่า เฟดจะมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ 9-2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 4.25-4.50% แต่ยังคงย้ำจุดยืน ไม่เร่งรีบปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อรอประเมินผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ให้รอบด้าน และไม่ได้ส่งสัญญาณว่าเฟดพร้อมจะกลับมาลดดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนกันยายน ตามที่ตลาดคาดหวัง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยิ่งปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด โดยล่าสุด โอกาสเฟดลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ ลดลง เหลือเพียง 39% ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงขายทำกำไรเงินดอลลาร์ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน อีกทั้งราคาทองคำก็รีบาวด์ขึ้นบ้างจากหลังปรับตัวลดลงหลุดโซนแนวรับระยะสั้น
แนวโน้มของค่าเงินบาท
มั่นใจมากขึ้นว่าเงินบาทยังมีโอกาสทยอยอ่อนค่าลงต่อได้ หลังเงินบาทได้อ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน (หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following) อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ หลังผู้เล่นในตลาดได้ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ของเฟด ในปีนี้ ลงมาพอสมควรแล้ว โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสที่เฟดจะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ เพียง 39% ทำให้ เรามองว่า หากเงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม อาจจะต้องเห็น การปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด จนเหลือ 1 ครั้ง หรืออาจจะน้อยกว่านั้น ซึ่งต้องอาศัยทั้ง การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่ควรจะมาพร้อมกับการปรับตัวลดลงหนักของราคาทองคำ โดยภาพดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ หากรายงานข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ยังคงออกมาสดใส โดยเฉพาะ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ในวันศุกร์ นี้
จากภาพดังกล่าว เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังไปพอสมควร ว่า รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ควรสะท้อนภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่สดใสอยู่ ทำให้ หากตลาดผิดหวังกับรายงานข้อมูลดังกล่าว ก็อาจทำให้เกิดการ Repricing หรือปรับมุมมองต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดใหม่อีกครั้ง กดดันให้ ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวลดลง ทำให้เงินบาทยังคงมีความเสี่ยง Two-Way risk หรือพร้อมจะเคลื่อนไหวได้สองทิศทางอยู่
ทั้งนี้ หากบรรยากาศในตลาดการเงินเริ่มกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) หนุนโดยผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ สหรัฐฯ ที่ทยอยออกมาดีกว่าคาด เรามองว่า เงินบาทก็อาจขาดแรงหนุนฝั่งแข็งค่าไปบ้าง ตราบใดที่ราคาทองคำเผชิญแรงกดดันจากภาวะเปิดรับความเสี่ยงดังกล่าว ขณะเดียวกัน เรามองว่า ภายใต้ภาวะดังกล่าว หากเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นด้วย การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ก็อาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ ในกรณีที่ ผู้เล่นในตลาดไม่ได้เชื่อว่า เงินดอลลาร์จะกลับมาเป็นแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง เหมือนในช่วงก่อนหน้า และเลือกที่จะเพิ่มอัตราการป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่เงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลง (เพิ่ม Hedging ratio)
นอกจากนี้ เรามองว่า ยังคงต้องรอลุ้นผลการเจรจาการค้าระหว่างไทย-สหรัฐฯ ซึ่งหากสุดท้ายสินค้าส่งออกของไทยเผชิญอัตราภาษีนำเข้าสูงถึง 36% เราประเมินว่า เงินบาทก็เสี่ยงอ่อนค่าลงอีกได้ราว 1.2% อ้างอิงจากการเคลื่อนไหวในช่วงหลัง Liberation Day
เรายังคงมีความกังวลเดิม คือ ความผันผวนของเงินบาทที่อาจกลับมาสูงขึ้นได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และสถานการณ์การเมืองไทย ซึ่งเรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.60-32.85 บาท/ดอลลาร์
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB