โบรกเกอร์ มองหุ้น OR คงคําแนะนํา “ซื้อ” และราคาเป้าหมายที่ 18.00 บาท
โบรกเกอร์ มองหุ้น OR คงคําแนะนํา “ซื้อ” และราคาเป้าหมายที่ 18.00 บาท หลังเปิดผลการดำเนินงานครึ่งแรก OR รายได้รวม 349,588 ล้านบาท ลดลง 3.4%
หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2568 มีรายได้จากการขายและบริการรวม 167,166 ล้านบาท ลดลง 15,256 ล้านบาท หรือ 8.4% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับผลกระทบหลักจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ส่งผลต่อกลุ่มธุรกิจ Mobility และกลุ่มธุรกิจ Global
ขณะที่กลุ่มธุรกิจ Lifestyle ยังคงเติบโต โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 422 ล้านบาท หรือ 7.1% โดยหลักมาจากธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม
รวมถึงธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 OR มีรายได้จากการขายและบริการรวม 349,588 ล้านบาท ลดลง 3.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่สามารถสร้าง EBITDA ได้ 11,036 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากปีก่อนหน้า โดยเพิ่มขึ้นในกลุ่มธุรกิจ Lifestyle จากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานได้ดีขึ้น และกลุ่มธุรกิจ Global จากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในประเทศ สปป. ลาว เป็นหลัก ส่งผลให้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 OR มีกำไรสุทธิ จำนวน 6,611 ล้านบาท เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 351 ล้าน หรือเพิ่มขึ้น 5.6% คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.55 บาท
ทั้งนี้ แม้ในไตรมาสนี้ OR ต้องเผชิญปัจจัยท้าทายจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน แต่ OR ยังคงขยายธุรกิจในกลุ่ม Lifestyle โดยเฉพาะแบรนด์ Café Amazon ซึ่งในไตรมาสนี้ Café Amazon มียอดจำหน่ายมากกว่า 107 ล้านแก้ว เพิ่มขึ้น 5 ล้านแก้ว หรือคิดเป็น 4.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการขยายสาขาเพิ่มขึ้น
ปัจจุบัน OR มีเครือข่ายร้าน Café Amazon รวม 4,547 สาขา ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ 7-Eleven และ จิฟฟี่ ในประเทศไทย 2,339 สาขา รวมทั้ง found & found ร้านค้าปลีกด้านสินค้าสุขภาพและความงาม ได้ขยายเครือข่ายครอบคลุม 10 สาขา ครอบคลุมพื้นที่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด วิเคราะห์ หุ้น OR บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ระบุว่า OR รายงานกําไร 2Q25 อ่อนตัวลงเหลือ 2.2 พันล้านบาท -12% YoY, -49% QoQ ต่ํากว่าที่เราและตลาดคาด
1. ปริมาณขายน้ํามันอยู่ที่ 6.4 พ้นล้านลิตร Flat YoY, -5% QoQ ซึ่งลดลงมาจากตลาดน้ํามันอากาศยานที่มีการแข่งขันสูง และเป็นช่วง Low Season ของน้ํามันอากาศยาน โดยปริมาณขายตลาดพาณิชย์ลดลง 10% QoQ ในขณะที่ตลาด Retail ยังมีการเติยโตได้ดี 3.7% QoQ
2. Margin เฉลี่ยต่อลิตรไตรมาสนี้อยู่ที่ 0.85 บาทต่อลิตรปรับลดลง จาก 2Q24 ที่ 0.90 บาทต่อลิตร และ1Q25 ที่ 1.02 ต่อลิตร จากความผันผวนของราคาน้ํามันในช่วงที่ผ่าน
3. ธุรกิจ LifestyleEBITDA อยู่ที่ 1.8 พันล้านบาท +13% YoY, +3% QoQ เพิ่มขึ้น YoY จากการควบคุมค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ดี ในขณะที่เพิ่มขึน QoQ ตามยอดขายที่ปรับเพิ่มขึ้น EBITDA Margin ไตรมาสนี้ยังอยู่ที่ 28.7% ปรับลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนที่ 29.9% ลดลงจากค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขาย
คงประมาณการกําไรปี 2025ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท
ยังคงประมาณการกําไรปี 2025 ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท ด้วยสมมติฐานปริมาณขายที่ 2.7 หมื่นล้านลิตร +5% YoY , Gross Margin ต่อลิตรที่ 0.95 บาทต่อลิตร และธุรกิจ LifestyleEBITDA ที่ 25%โดยประมาณการ 1H25 คิดเป็น 52% ของประมาณการทั้งปีของเรา
ติดตาม กัมพูชา อย่างใกล้ชิด กระทบสัดส่วน EBITDA Contribution
สําหรับสัดส่วน EBITDA Contribution จากกัมพูชานั้นอยู่ราว 5% ของ EBITDA หรือประมาณ 800-900 ล้านบาทต่อปี ซึ่งทางบริษัทยังคงติดตามผลกระทบอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้โมเดลส่วนใหญ่เป็น Franchise ซึ่งกระแสข่าวที่ Dealer จะมีการเปลี่ยนชื่อทั้งปั๊มและร้านกาแฟนั้น อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดแต่เป็นเพียงส่วนนึงเท่านั้น
คงคําแนะนํา “ซื้อ” และราคาเป้าหมายที่ 18.00 บาท
คงคําแนะนํา “ซื้อ” และราคาเป้าหมายที่ 18.00 อิง PER ที่ 17 เท่า PER-1SD โดย ปัจจุบันราคาหุ้น ซื้อขายที่ต่ํากว่า -2SD ทั้ง PER และ PBV
ความเสี่ยง : ความผันผวนของราคาน้ํามัน, การแพร่ระบาดของ COVID 19
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB