กางปมขัดแย้ง "ดุสิตธานี" ฉุดหุ้น DUSIT ร่วง 4% ครึ่งเช้า สวนตลาด
กางปมขัดแย้ง "ดุสิตธานี" ชนินทธ์ ตั้งโต๊ะแถลงด่วน แฉคนในครอบครัวพยายามดึงคนนอกเข้า Take Over ด้าน หุ้น DUSIT ปิดครึ่งเช้า ร่วง4% สวนตลาด
นายชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ตั้งโต๊ะแถลงด่วน หลังเกิดกรณีที่ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ได้เสนอวาระให้ถอดถอนนายชนินทธ์ ออกจากตำแหน่งกรรมการ ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ บมจ.ดุสิตธานี ในเดือน ก.ย. นี้ ส่งผลทำให้ นายชนินทธ์ ออกมาแถลงด่วนพร้อมไล่เรียงตั้งแต่ปมปัญหาที่เกิดขึ้น โดยตอนหนึ่งระบุว่า บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ได้แต่งตั้งบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับคนนอกครอบครัวเข้ามาควบคุมอำนาจบริหาร
นายชนินทธ์ ย้อนถึงปมปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีจุดเริ่มจ้นจาก คุณแม่ คือ ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย สิ้น และท่านผู้หญิงชนัตถ์ ได้มอบหมายให้ นายชนินทธ์ เป็นเสาหลักในการดูแลกิจการของบริษัทชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ. ดุสิตธานี และธุรกิจอื่นของครอบครัวเป็นเวลากว่า 30 ปี ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา อำนาจกรรมการของบริษัทภายใต้การดูแลของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ลงนามร่วมกับผม หรือ ท่านผู้หญิงชนัตถ์ลงนามร่วมกับคุณสินี เธียรประสิทธิ์
ต่อมาท่านผู้หญิงชนัตถ์ ไม่อยู่แล้ว นายชนินทธ์ คือ ผู้ลงนามหลัก ที่ต้องลงนามร่วมกับคุณสินี หรือลงนามร่วมกับน้องคนเล็ก ต่อมา น้องทั้งสองคนได้ร่วมกันใช้เสียงโหวตเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการเดิมที่ ท่านผู้หญิงชนัต กำหนดไว้ เพื่อแก้ไขอำนาจกรรมการ โดยไม่ฟังเสียงของนายชนินทธ์ โดยจากที่นายชนินทธ์มีอำนาจหลักในการลงนามร่วมกับใครคนใดคนหนึ่ง เปลี่ยนให้เป็นกรรมการสองในสามลงนามร่วมกัน และหลังจากนั้น น้องๆ ก็ร่วมกันปลด นายชนินทธ์ ออกจากการเป็นกรรมการของบริษัทชนัตถ์และลูก จำกัด รวมถึงการปลดออกจากการเป็นกรรมการทุกบริษัทในกองมรดก ทั้งที่นายชนินทธ์ เองก็เป็นหนึ่งในผู้จัดการมรดก ซึ่งการกระทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรม จึงจำเป็นต้องใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง และขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง
ต่อมาในช่วงโควิด ได้มีการตกลงที่จะแบ่งกองมรดกออกเป็น 3 ส่วน คือ
- บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด (ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ดุสิตธานี)
- บริษัท ปิยะศิริ จำกัด (ถือหุ้นใหญ่ในโรงพยาบาลสุขุมวิท)
- และ บริษัท ธนจิรัง จำกัด (เป็นบริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์)
โดยทุกฝ่ายตกลงให้ นายชนินทธ์ ได้หุ้นทั้งหมดในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ในขณะที่น้องแต่ละคนได้หุ้นในอีกสองบริษัทดังกล่าว และให้นำทรัพย์สินอื่นๆ มาชดเชยกันให้เป็นธรรมและเท่าเทียมกันสำหรับทุกฝ่าย แต่ในภายหลัง ทั้งสองคนเปลี่ยนใจไม่ยอมรับข้อตกลงนั้น ซึ่ง นายชนินทธ์ เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของน้องทั้งสอง น่าจะเป็นผลมาจากโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส เกิดขายดีกว่าที่คิด หลังจากโควิดจบลง
นายชนินทธ์ ยังกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ น้องสองคนใช้อำนาจผ่านบริษัท ชนัตถ์และลูก ไม่อนุมัติงบการเงิน ทั้งที่งบการเงินไม่ได้มีปัญหา และล่าสุดยังพยายามถอดถอนผมออกจากตำแหน่งกรรมการในดุสิตธานี เพื่อแต่งตั้งบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับคนนอกครอบครัวเข้ามาควบคุมอำนาจบริหาร ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อ บมจ. ดุสิตธานี แต่ยังเป็นการเปิดทางให้คนนอกครอบครัวเข้ามายึดกิจการที่ครอบครัวสร้างมาอีกด้วย นอกจากนี้ ยังเห็นว่าผู้ที่จะต้องเสียหายไปด้วยก็คือ ผู้ถือหุ้นรายย่อยที่อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถตอบโต้ หรือทำอะไรได้เลย
นายชนินทธ์ ยังบอกด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการและความพยายาม Take Over โดยสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติเพราะมีการเสนอกรรมการใหม่บางคนที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มเซ็นทรัลการเปลี่ยนกรรมการที่มีอำนาจจากคนในครอบครัวไปสู่คนนอก ที่ไม่เคยบริหารและไม่รู้จักดุสิตธานีอย่างแท้จริงมาก่อน โดย 2 ใน 3 สามารถลงนามแทนบริษัท เป็นการเปิดทางให้คนนอกเข้าควบคุมกิจการที่ครอบครัวสร้างมาได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีกรรมการเดิมลงนามเลยก็สามารถผูกพันดุสิตธานีได้
และที่ผ่านมา ยังมีความพยายามผลักดันให้ นายชนินทธ์ แบ่งหุ้นบริษัทชนัตถ์และลูก ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ. ดุสิตธานีออกเป็นสามส่วน เพื่อขายต่อให้คนนอก ทั้งๆ ที่ข้อบังคับของบริษัท ชนัตถ์และลูก ระบุไว้ว่า ไม่ให้ขายหุ้นของชนัตถ์และลูก ให้แก่คนนอกครอบครัว ซึ่งการกระทำเช่นนี้ เท่ากับเปิดประตูให้คนนอกเข้ามาครอบครองกิจการที่เคยเป็นของครอบครัวสร้างมาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง
ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี กล่าวว่า การจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในครั้งนี้ เป็นกระบวนการปกติภายใต้กฎหมายและหลักบรรษัทภิบาล เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาเรื่องสำคัญของบริษัทฯ และขอยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้น โดยทีมผู้บริหารและพนักงานทุกคนยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ จนกว่าที่ประชุมผู้ถือหุ้นจะมีมติ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต บริษัทฯ พร้อมที่จะแจ้งให้ทราบโดยทันที และเรายังคงยึดมั่นในการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย ด้วยความโปร่งใสภายใต้หลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สูงสุดขององค์กร ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกท่าน”
ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้บริหารและพนักงานของกลุ่มดุสิตธานี ได้ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ โดยมุ่งหวังที่จะวางรากฐานที่มั่นคงให้กับดุสิตธานี โดยเฉพาะโครงการสำคัญอย่าง ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ซึ่งนับเป็นอีกก้าวแห่งประวัติศาสตร์ที่จะยกระดับบริษัทฯ เข้าสู่ Chapter ใหม่ และหลังจากนี้ จะเป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยวจากสิ่งที่ผู้บริหารและพนักงาน รวมถึงคณะกรรมการบริษัทฯ ได้สร้างไว้
ดังนั้น ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้บริหาร แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้อย่างแน่นอน คือ การที่ดุสิตธานีจะสามารถรับรู้รายได้และผลกำไรในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนภายในปีหน้า หลังจากจากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการอาคารที่พักอาศัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค และเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของกลุ่มดุสิตธานี
อย่างไรก็ตาม จากกระแสข่าวที่เกิดขึ้นส่งผลทำให้ หุ้น DUSIT ร่วงลงทันที ราว 4.19% มาอยู่ที่ 9.25 บาทต่อหุ้น
สำหรับ ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2568 DUSIT ขาดทุนสุทธิ 291 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 160 ล้านบาท และงวด 6 เดือนปี 2568 ขาดทุน 243 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 234 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อน หากเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568 ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 339 ล้านบาท แม้ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น โดย ในไตรมาส 2 ปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 1,699 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 2%
และสําหรับงวด 6 เดือน มีรายได้รวม 4,072 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB