YLG ชี้ทองคำร้อนแรงแต่ยังไม่เกิดฟองสบู่แม้ทำ All New High ต่อเนื่อง
YLG ชี้ทองคำร้อนแรงแต่ยังไม่เกิดฟองสบู่แม้ทำAll New High อย่างต่อเนื่อง ระยะกลาง – ยาวเป็นขาขึ้นแม้ระยะสั้นเสี่ยงแรงขายทำกำไร
นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(YLG)เปิดเผยว่าจากต้นปีถึงปัจจุบันราคาทองคำโลกปรับขึ้นมาแล้ว 47%ขณะที่ราคาทองคำแท่งในประเทศปรับขึ้นมาแล้วเกือบ 40%ซึ่งในปีนี้ราคาทองคำได้ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ที่ร้อนแรงอย่างมาก จนทำให้เริ่มมีความกังวลว่าทองคำจะเข้าใกล้ภาวะฟองสบู่หรือไม่
ซึ่งหากพิจารณาจากทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคแล้ว จะพบว่าราคาทองคำยังไม่เข้าภาวะฟองสบู่ และยังมีแนวโน้มจะปรับตัวขึ้นไปต่อ ทั้งจากแนวโน้มระยะกลางและระยะยาว แม้ว่าระยะสั้นราคาทองคำปรับตัวขึ้นจนเข้าสู่สภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) จึงต้องระวังแรงขายทำกำไรและแรงขายทางเทคนิคที่จะสลับออกมา
อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ราคายังยืน 3,409ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ได้ หรือ 52,000-51,000 บาทต่อบาททองคำ ยังคงประเมินว่าเป็น“พักเพื่อขึ้นต่อ”จึงประเมินแนวรับแรกไว้ที่ 3,740 – 3,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ หรือ 57,600 – 55,400 บาทต่อบาททองคำ จะเป็นจุดพักที่อาจใช้เป็นแนวเข้าซื้อเพิ่มเติม หลังจากราคาทะลุแนวต้านบริเวณ 3,850 YLG ประเมินเป้าหมายถัดไปของปีนี้ ที่ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 61,600 บาทต่อบาททองคำ
ขณะเดียวกันปัจจัยพื้นฐานของทองคำยังคงแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยบวกหลัก4ปัจจัย ได้แก่
1.กระแสความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ ฯ ( เฟด )ถูกจับตามากขึ้นเมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้วิพากวิจารณ์การทำงานของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากความเป็นอิสระของเฟดถูกกัดกร่อน จะบั่นทอนสถานะของดอลลาร์สหรัฐฯ ในฐานะสกุลเงินสำรอง และลดความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ฯ ซึ่งจะหนุนทองคำ
2.แนวโน้มเฟดเดินหน้าลดดอกเบี้ยหลังจากที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 22,000 ตำแหน่งในเดือน ส.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 75,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.3% ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในในการประชุมสัปดาห์หน้า ซึ่งจะส่งผลดีต่อทองคำที่เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายดอกเบี้ยขาลง
3.แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกYLGมองว่า กระแสลดการพึ่งพาดอลลาร์ (de-dollarization)เป็นส่วนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเร่งตัวของแรงซื้อทองคำในหมู่ธนาคารกลางทั่วโลกอย่างต่อเนื่องนับจากปี 2565 – 2567 ธนาคารกลางเข้าซื้อทองคำมากกว่า1,000ตันต่อปี ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2553 -2564 ที่ 478 ตันกว่า 2เท่า โดยเฉพาะจีนที่ซื้อทองอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องมากขึ้น ล่าสุด ธนาคารกลางจีน (PBOC )เพิ่มการถือครองทองคำในเดือน ส.ค. เป็นเดือนที่10ติดต่อกัน โดย PBOC ถือครองทองเพิ่มขึ้น 60,000 ออนซ์ หรือ 1.87 ตัน สู่ระดับ 74.02 ล้านทรอยออนซ์ หรือ 2,302.47 ตันในเดือนที่แล้ว ทำให้สัดส่วนทองคำของจีนในเงินทุนสำรองเพิ่มจาก 3 .8% เป็นเกือบ 7%
4.กระแสเงินทุนไหลเข้าจากกองทุน ETFทองคำหลังจากเกิดกระแสเงินทุนไหลออกต่อเนื่อง2 ปีติดต่อกันในปี2566-2567 แต่ปีนี้หนึ่งในผู้ซื้อหลักที่กลับมา คือ กองทุน ETF ทองคำทั่วโลก และเป็นอีกปัจจัยที่กลับมาหนุนทองคำอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้พบว่าตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 26 ก.ย. กองทุน ETF ทอง“ทั่วโลก”ยังคงถือครองทองคำเพิ่มรวม 587.8 ตันสู่ระดับ 3,7806.6 ตัน
นอกจากนี้ทองคำยังได้รับปัจจัยหนุนชั่วคราวจนทำให้ทองคำเกิด All Time High จากการปิดทำการชั่วคราวของรัฐบาลสหรัฐฯ (Government Shutdown)ซึ่งถือว่าเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และโดยทั่วไปก็มักจะกินเวลาไม่นาน สำหรับทุก ๆ สัปดาห์ที่เกิดการshutdownจะทำให้อัตราการเติบโตของGDP ที่แท้จริงลดลงราว -0.15% แต่จะมีผลบวกในขนาดเท่ากันกลับคืนมาในไตรมาสถัดไปและคาดว่าจะมีผลกระทบต่อการจ้างงานเดือนตุลาคมที่อาจจะขยับขึ้น 0.1–0.2% หากการshutdownยืดเยื้อเกินวันที่ 18 ตุลาคม
ส่วนนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำในช่วงนี้YLGแนะนำลงทุนผ่านตลาดฟิวเจอร์สเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นในระดับสูง เพราะใช้เงินลงทุนเพียง 10% ของราคาทองคำ และสามารถทำกำไรได้ทุกสภาวะตลาด
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB