CPALL เปิดกำไรสุทธิไตรมาส 3 ที่ 6,597 ล้าน รายได้รวม 250,655 ล้านบาท
CPALL เปิดกำไรสุทธิไตรมาส ที่ 3 6,597 ล้านบาท รายได้รวม 250,655 ล้านบาท ร้าน 7-11 กวาดรายได้ 113,853 ล้านบาท
บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 3 ปี 2568 กำไรสุทธิจำนวน 6,597 ล้านบาท เติบโต 17.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 5,067.86 ล้านบาท
ด้านรายได้รวมไตรมาส 3 ปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 250,655 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 3.9% มีสาเหตุหลักมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายสินค้าของทุกกลุ่มธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจร้าน สะดวกซื้อ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและศูนย์การค้า และกลุ่มธุรกิจอื่นๆ
สำหรับงวด 9 เดือน กำไรสุทธิอยู่ที่ 20,950,221 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อนซึ่งมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 18,166,741 ล้านบาท
CP ALL ยังใช้กลยุทธ์ O2O ของแต่ละหน่วยธุรกิจยังคงเป็น ปัจจัยเสริมในการเติบโตของรายได้อีกทางหนึ่งด้วย สำหรับผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ในไตรมาส 3 ปี 2568 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อเปิดร้านสาขาใหม รวมทั้งสิ้น 169 สาขา ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2568 บริษัทฯ มีจำนวนร้านสาขาทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 15,764 สาขา แบ่งเป็น
- ร้านสาขาบริษัท 8,098 สาขา (ประมาณ 51%) ร้านเปิดใหม่สุทธิ 139 สาขา ในไตรมาสนี้
- ร้าน SBP และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต 7,666 สาขา (ประมาณ 49%) ร้านเปิดใหม่สุทธิ 30 สาขาในไตรมาสนี้
โดยร้านสาขาส่วนใหญ่ยังเป็นร้านที่ตั้งเป็นเอกเทศ ซึ่งประมาณ 86% ของสาขาทั้งหมด และส่วนที่เหลือเป็นร้านใน สถานีบริการน้ำมัน ปตท.
ทำให้ในไตรมาส 3 ปี 2568 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 113,853 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในไตรมาสนี้มียอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวัน เท่ากับ 81,339 บาท และยอดขายเฉลี่ย ของร้านสาขาเดิมลดลงเล็กน้อย 0.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยมียอดซื้อต่อบิลประมาณ 86 บาท ในขณะที่จำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ย 943 คน ทั้งนี้ จำนวนลูกค้าลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปัจจัยในเรื่องของฤดูกาลที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางภายในประเทศ ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับลดลงเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ วางแผนที่จะพัฒนาช่องทางการจาหน่ายสินค้าและบริการ ทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งรวมถึงการขยายเครือข่ายร้านสาขาต่อเนื่องไปตามการ ขยายตัวของชุมชน โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แหล่งท่องเที่ยว และทำเลที่มีศักยภาพอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและเข้าถึงความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด โดย
บริษัทวางแผนที่จะลงทุนเปิดร้านสาขาใหม่ในประเทศไทยอีกประมาณ 700 สาขาในปี 2568 และมีเป้าหมายที่จะเปิดร้านใหม่เพิ่มในประเทศกัมพูชา และในสปป.ลาว ในปี 2568 อีกด้วย
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2568 CP ALL มองว่า ชะลอตัวในช่วงต้นไตรมาสโดยด้านอุปทานชะลอลงจากการผลิต ภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงจากการหยุดผลิตชั่วคราวในบางสินค้า ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับลดลง ส่วนด้านอุปสงค์ชะลอลงตามอุปสงค์ในประเทศโดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน ประกอบกับรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้นช่วงปลายไตรมาส โดยในเดือนกันยายน เศรษฐกิจปรับดีขึ้น จากภาคการ
ผลิตที่ทยอยกลับมาผลิตหลังจากการหยุดเเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในช่วงก่อน ประกอบกับการส่งออกที่ปรับเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะหมวดอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตามอุปสงค์ในประเทศยังคงชะลอลงทั้งการบริโภค และการลงทุนของภาคเอกชน
สำหรับภาคการท่องเที่ยว ถึงแม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมในไตรมาสนี้จะปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาส
เดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาน้อยลงอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (long haul) ยังคงปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย และอินเดียเข้ามา เพิ่มขึ้นในช่วงปลายไตรมาส ส่งผลให้สถานการณ์รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มฟื้นตัว
รวมถึงในไตรมาส 3 ปี 2568 มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระยะสั้น และระยะยาว โดยเน้นการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการท่องเที่ยว ด้านการส่งออก และด้านเศรษฐกิจชุมชน
คงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป็น 64.00 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด (YUANTA) ระบุว่า เนื่องจากปรับประมาณการกำไรของ CPAXT (CPALL ถือหุ้น 60%) ลง เพื่อสะท้อนกำลังซื้อผู้บริโภคที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด ในผลประกอบการ 9 เดือน ทำให้บริษัทต้องใช้กลยุทธ์ด้านราคาเข้มข้นขึ้นเพื่อดึง Traffic ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ส่งผลให้ประมาณการของ CPALL ในปี 2568-2569 ถูกปรับลดลง 1- 2% ต่อปี โดยว่าคาดกำไรปกติอยู่ที่ 2.6 หมื่นล้านบาท (+4% YoY) และ 2.8 หมื่นล้านบาท (+7% YoY) ตามลำดับ จึงปรับราคาให้เหมาะสมสิ้นปี 2026 เป็น 64.00 บาท
โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และคงมุมมองเชิงบวกต่อ CPALL แม้ในภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ เนื่องจากผลการดำเนินงานของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ (CVS) (คิดเป็น 80% ของฐานกำไร) ยังสามารถเติบโตได้ราว 6% YoY รวมถึงบริษัทย่อยอื่นๆ ที่เติบโตได้ดี ช่วยชดเชยกำไรของ CPAXT ที่อ่อนแอกว่าคาด
สำหรับปี 2569 คาดว่า การเติบโตของสาขาเดิม (SSSG) ของบริษัทเติบโตเพียง 1% YoY แต่ยังมีโอกาสเกิด Upside หากภาคการบริโภคเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเม็ดเงินจากการหาเสียงเลือกตั้ง ขณะที่ Valuation ยังคงอยู่ในระดับถูก โดยหุ้นซื้อขายที่ PER26 เพียง 14 เท่า ต่ำกว่า -2SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 และ 10 ปี
โดยความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจไทยและกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัว, จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต่ำกว่าคาด และการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับราคาหุ้น CPALL วันที่ 14 พ.ย.2568 อยู่ที่ 44.74 บาทต่อหุ้น (เวลา 13.52 น.)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB