เงินบาทเปิดเช้านี้ 32.44 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.44 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.52 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.44 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.52 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 32.38-32.54 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการทยอยอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับจังหวะการรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD)
หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด โดยเฉพาะการลดดอกเบี้ยของเฟดในการประชุม FOMC เดือนธันวาคมนี้ จากถ้อยแถลงของ John Williams (NY Fed และเป็น Permanent FOMC Voter) ที่ระบุว่า เฟดมีแนวโน้มเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในระยะใกล้ (ผู้เล่นในตลาดตีความว่า ระยะใกล้อาจหมายถึง การประชุม FOMC เดือนธันวาคมนี้)
อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังบรรยากาศในตลาดการเงินกลับมาทยอยเปิดรับความเสี่ยง กดดันให้ ราคาทองคำมีจังหวะย่อตัวลง โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย
อย่างไรก็ตาม สัปดาห์ที่ผ่านมา การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ถูกชะลอลงในช่วงปลายสัปดาห์ หลังถ้อยแถลงของประธาน NY Fed ที่ระบุว่าเฟดยังมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยในระยะใกล้ ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมเดือนธันวาคมนี้
ปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ต้องจับตาสัปดาห์นี้
สหรัฐฯ
- ยอดค้าปลีก, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค, Jobless Claims, PPI
- รายงาน Fed Beige Book อาจชี้ทิศทางดอกเบี้ยเฟด
- ตลาดเพิ่มโอกาสเฟดลดดอกเบี้ยเดือนธันวาคมเป็น 63% จากเดิม 30–40%
ยุโรป
- ตลาดอังกฤษเสี่ยงผันผวนจากการเปิดเผย UK Budget
- ความกังวลด้านเสถียรภาพการคลังอาจกระทบ เงินปอนด์อ่อนค่า – กดดันดอลลาร์แข็ง
เอเชีย
- จีน รายงาน PMI ภาคการผลิต–บริการ
- ญี่ปุ่น รายงาน เงินเฟ้อโตเกียว / ยอดค้าปลีก / การผลิตภาคอุตสาหกรรม
- RBNZ อาจลดดอกเบี้ย ส่วน BOK คาดคงดอกเบี้ย
- ไทย รอติดตามตัวเลข ส่งออก–นำเข้า / MPI / การใช้กำลังการผลิตเข้าสู่ ไฮซีซันท่องเที่ยว หนุนโอกาสบาทแข็งรายไตรมาส
แนวโน้มเงินบาท
เนื่องจากประเทศไทยได้เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว อีกทั้งเรายังคงประเมินว่า เฟดยังมีแนวโน้มเดินหน้าลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งผู้เล่นในตลาดยังไม่ได้มั่นใจต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมเดือนธันวาคมแบบ Fully Priced-In ทำให้เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) มีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นในลักษณะ Sideways Down และอาจจบสิ้นปี 2025 แถวโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ (หรือแข็งค่ากว่าระดับดังกล่าวเล็กน้อย) ได้
ทว่าเงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ไม่ต่างกับเงินดอลลาร์ ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ซึ่งต้องรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะทยอยประกาศออกมา รวมถึงรายงานผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจโดยบรรดาเฟดสาขาต่างๆ (Fed Beige Book) ซึ่งจะช่วยให้ตลาดสามารถปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดได้
อย่างไรก็ดี เงินบาทอาจมีจังหวะอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้านได้บ้าง ทว่าการอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกจำกัดแถวโซนแนวต้าน 32.50-32.65 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์จากผู้เล่นในตลาด ทั้งนี้ ควรจับตาทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำและฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติที่อาจส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้พอสมควร
และหากอ้างอิงกลยุทธ์ Trend-Following มองว่า เงินบาทจะกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่า อีกครั้ง เมื่อเงินบาทอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 32.65 บาทต่อดอลลาร์ (หรือปรับตัวขึ้นเหนือโซนเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์) ได้อย่างชัดเจน
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น มองว่า เงินดอลลาร์อาจย่อตัวลงต่อได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ และรายงาน Fed Beige Book ทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมามั่นใจว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม ทว่าเงินดอลลาร์อาจได้แรงหนุน หากเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) อ่อนค่า จากความกังวลเสถียรภาพการคลัง หลังรับรู้แผนงบประมาณรัฐบาลอังกฤษ
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.10-32.75 บาท/ดอลลาร์
ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.35-32.55 บาท/ดอลลาร์
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB