ครม. เศรษฐกิจ ไฟเขียว "Thailand Fastpass" ปลดล็อกอุปสรรคลงทุนขนาดใหญ่
ครม. เศรษฐกิจ ไฟเขียว "Thailand Fastpass" ปลดล็อกอุปสรรคโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ดันเม็ดเงินลงทุนปี 68–70 ไม่ต่ำกว่า 3.9 แสนล้าน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เสร็จสิ้นว่า ในที่ประชุมได้เห็นชอบมาตรการเร่งรัดการลงทุนและการส่งเสริมการลงทุนเพื่ออนาคต
โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ดำเนินการมาตรการ Thailand FastPass และการแก้ไขปัญหาอุปสรรค เพื่อเร่งรัดให้เกิดการลงทุนแบบเร่งด่วน
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสำคัญที่มีการลงทุนสูง เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม การผลิตพลังงานสะอาด อุตสาหกรรมกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ
ซึ่งการจัดทำระบบ Thailand FastPass เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก โดยจะเป็นกลไกใหม่ที่นำมาใช้เพื่อปลดล็อกอุปสรรคของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท ให้สามารถเดินหน้าลงทุนได้อย่างรวดเร็ว และจะนำไปสู่กระบวนการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคถาวร
และรัฐบาลคาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้น GDP โตมากกว่า 2% จากที่หลายหน่วยงานคาดการณ์ไว้ เพราะการคาดการณ์ส่วนใหญ่ยังไม่รวมเงินลงทุนที่จะเกิดขึ้นจากโครงการ Thailand FastPass ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนจริงเกิดขึ้น 3.9 แสนล้านบาท กระจายไปใน 3 ปีหลังจากนี้ จากกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของโครงการทั้งหมด 80 โครงการ มูลค่า 4.8 แสนล้านบาท
นายเอกนิติ ระบุว่า การจัดทำ Thailand FastPass รัฐบาลจะติดตามการจัดทำ Service Level Agreement (SLA) ของหน่วยงานต่างๆ เพื่อปลดล็อกต่อไป โดยตั้งเป้าให้การพิจารณาอนุมัติ/อนุญาตให้นักลงทุนได้รับการอนุมัติเร็วขึ้นอย่างน้อย 20–50% เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจริงอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะพร้อมดำเนินการได้ภายในเดือนธันวาคม 2568 เนื่องจากไม่ต้องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. แล้ว
นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้อนุมัติอีก 2 มาตรการ ได้แก่ มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ หรือ Upskill & Reskill ที่ตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรจำนวน 100,000 คน แบ่งออกเป็นนักศึกษาที่เตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน 30,000 คน และแรงงานที่ต้องการ Upskill & Reskill 70,000 คน
ด้วยการจัดอบรมและยกระดับทักษะแรงงานระดับ ปวส. ขึ้นไป ผ่านรูปแบบการฝึกอบรมทั้ง Bootcamp, การเรียนแบบ Onsite และ Online รวมถึงการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ โดยต้องยื่นคำขอภายในเดือนมกราคม 2569 และดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนหลังออกบัตรส่งเสริม
อีกทั้ง ยังมีมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่รัฐจะให้เงินสนับสนุน 30–50% ของเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายจริง สูงสุด 100 ล้านบาทต่อบริษัท สำหรับการยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การวิจัยและพัฒนา (R&D) และการปรับเปลี่ยนสู่ธุรกิจใหม่หรืออุตสาหกรรมสีเขียว
โดยผู้ขอต้องเป็นนิติบุคคลที่มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นไทยอย่างน้อย 51% ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องยื่นคำขอภายในเดือนมกราคม 2569 และดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือนหลังออกบัตรส่งเสริม
สำหรับทั้งสองมาตรการดังกล่าว จะใช้เงินจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยวงเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวระหว่างรากฐานระหว่างรากฐานการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป โดยทั้งสองโครงการดังกล่าวจะเป็นการประสานงานระหว่างบีโอไอ และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชนสามสถาบัน หรือ กกร. ดำเนินการต่อไป
ด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ กล่าวว่า Thailand FastPass ทางบีโอไอ ได้คัดเลือกโครงการขนาดใหญ่ ที่จะมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อนำร่องแก้ไขปัญหาจำนวน 80 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 4.8 แสนล้านบาท
โดยใน 80 โครงการ ดังกล่าว ส่วนใหญ่พบว่าเจอปัญหาด้านระบบเครือข่ายสายส่งไฟฟ้ามีข้อจำกัดในบางพื้นที่ ปัญหาการจัดหาที่ดินอุตสาหกรรม ปัญหาด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน รวมถึงปัญหาการขอใบอนุมัติ/อนุญาตต่าง ๆ สำหรับการประกอบธุรกิจ
ซึ่งในวันนี้เป็นสัญญานที่ดี เนื่องจากในที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาด้านการลงทุนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งด้านระบบส่งไฟฟ้าและพลังงานสะอาด เพื่อให้ผู้ลงทุนมีพลังงานไฟฟ้าอย่างเพียงพอ เร่งรัดการออกประกาศหลักเกณฑ์การวางหลักประกันการใช้โครงข่ายระบบไฟฟ้า เพื่อให้เกิดการลงทุนขยายระบบสายส่งไฟฟ้าให้เข้าถึงพื้นที่เป้าหมายตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และเร่งออกหนังสือยืนยันการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำหรับกิจการ Data Center ที่เตรียมลงทุนในไทย
นอกจากนี้ จะเร่งให้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ออกประกาศหลักเกณฑ์และอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวแบบที่ 2 (UGT2) และโครงการนำร่องซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง (Direct PPA) ให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2568 เป็นต้น
ขณะที่ด้านพื้นที่ลงทุน ในที่ประชุมให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ประสานกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงาน EEC พิจารณาทบทวนการวางและปรับปรุงผังเมืองรวมและผังชุมชน กำหนดแนวทางการเพิ่มพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในอนาคต ภายในเดือนมีนาคม 2569 เป็นต้น
ส่วนด้านการขอใบอนุมัติ/อนุญาตต่าง ๆ สำหรับการประกอบธุรกิจ บีโอไอจะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามการออกใบอนุญาตเป็นรายกรณี โดยเฉพาะใบอนุญาตที่มีผลต่อการเริ่มต้นธุรกิจ เพื่อให้โครงการต่างๆ สามารถเดินหน้าลงทุนตามแผนโดยเร็ว และจะนำกลไก Thailand FastPass มาใช้เร่งรัดในระยะต่อไป
นายนฤตม์ กล่าวทิ้งท้ายว่า มาตรการ Thailand FastPass และแพ็กเกจใหม่ของบีโอไอ ทั้งเรื่องการยกระดับทักษะบุคลากรไทยให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ปรับตัวเพื่อแข่งขันได้ ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือเร่งรัดการลงทุนในระยะสั้นเท่านั้น แต่เป็นการเริ่มแก้ไขอุปสรรคในระบบ พร้อมกับสร้างการลงทุนที่ทันสมัยตอบโจทย์ทิศทางในอนาคตของภาคอุตสาหกรรม เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงได้ในระยะยาว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB