BDMS Wellness เปิดเทรนด์ Wellness ปี 2026 โอกาสประเทศไทยสู่เวทีสากล
BDMS Wellness เปิดเทรนด์ Wellness ปี 2026 โอกาสประเทศไทยสู่เวทีสากล สุขภาพคือเศรษฐกิจใหม่ของโลก
ปี 2026 ทำไม “Wellness” ถึงถูกยกระดับจากเรื่องไลฟ์สไตล์ ไปสู่ “ระบบเศรษฐกิจ” ของโลก
นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า ปี 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทั่วโลกเริ่มตระหนักร่วมกันว่า “สุขภาพ” ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยตรง ท่ามกลางต้นทุนโรคเรื้อรังที่เพิ่มสูงขึ้น และสังคมสูงวัยที่ทำให้ระบบการรักษาแบบปลายเหตุเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น
ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า เศรษฐกิจเวลเนสโลกมีมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตเป็น 7.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026
ก่อนขยับเข้าใกล้ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2029 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี สูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวม และมีสัดส่วนต่อ GDP โลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นั่นหมายความว่า โลกกำลังยกระดับ “สุขภาพ” ให้เป็น asset class ใหม่ ประเทศที่สามารถพัฒนาระบบสุขภาพเชิงป้องกันได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน จะได้เปรียบทั้งด้านผลิตภาพแรงงาน การควบคุมงบประมาณสุขภาพ และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ซึ่งประเทศที่สามารถเพิ่ม Healthspan ของประชาชนได้ จะเป็นประเทศที่ GDP เติบโตได้เร็วกว่า และในปี 2026 จะยิ่งเห็นชัดว่า Wellness ไม่ใช่การดูแลสุขภาพเป็นครั้งคราว แต่คือ “โครงสร้างชีวิต” ที่ผู้คนทั่วโลกกำลังลงทุนอย่างจริงจังในทุกมิติของการใช้ชีวิต
BDMS Wellness
นายแพทย์ตนุพล เปิดเทรนด์ Wellness ที่จะเกิดขึ้นทั่วโลกในปี 2026
เทรนด์ Wellness ที่จะเกิดขึ้นทั่วโลกในปี 2026
1. Wellness Real Estate: Super Trend ของ 2026
ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ในช่วงปี 2024–2029 อุตสาหกรรม Wellness Real Estate มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 15.2% ต่อปี นับเป็นอัตราที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกเซกเตอร์ในอุตสาหกรรมเวลเนส กระแส Wellness กำลังเปลี่ยนคำจำกัดความของ “บ้าน” และ “อาคาร” จากทรัพย์สินเพื่อการอยู่อาศัย ไปสู่พื้นที่ที่ถูกประเมินคุณค่าจากสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่สภาพแวดล้อมมอบให้กับผู้อยู่อาศัย
โดยในปี 2026 Wellness Real Estate จะก้าวขึ้นเป็น Super Trend อย่างชัดเจน สะท้อนความจริงใหม่ว่า สุขภาพไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในคลินิกหรือฟิตเนส แต่ถูกหล่อหลอมจากสภาพแวดล้อมที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน ทั้งนี้ GWI ยังชี้ว่า ปัจจัยในการเลือกที่อยู่อาศัย อาคาร โรงแรม หรือออฟฟิศ กำลังขยายจากทำเลและดีไซน์ ไปสู่คุณภาพอากาศ ความเงียบ แสงที่ไม่รบกวนการนอน พื้นที่สีเขียว และการออกแบบที่เอื้อต่อการเคลื่อนไหวในชีวิตจริง ซึ่งล้วนเป็นตัวขับเคลื่อนมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว
2. แพทย์แผนดั้งเดิม สมุนไพรไทยและ T&CM ใกล้แตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์
ธุรกิจแพทย์แผนดั้งเดิม สมุนไพรไทย และ T&CM คาดว่าจะมีมูลค่า 756.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 และเติบโตเฉลี่ย 10.8% ต่อปีในช่วงปี 2024–2029 สะท้อนการกลับมาของความเชื่อใน “รากวัฒนธรรมสุขภาพของชาติ”
ไม่ว่าจะเป็นแพทย์แผนจีน แพทย์อินเดีย (Ayurveda) แพทย์แผนไทย ญี่ปุ่น และเกาหลี รวมถึงสมุนไพรไทย เนื่องจากผู้คนมองหาทางเลือกด้านสุขภาพที่เป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และสามารถปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
3.Mental Wellness & Sleep Economy = โครงสร้างพื้นฐานของความสำเร็จ
“สุขภาพใจ” ไม่ใช่เรื่องนามธรรมหรือประเด็นส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานด้าน Performance ที่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของบุคลากรและองค์กร
โดยข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ในช่วงปี 2024–2029 อุตสาหกรรม Mental & Sleep Wellness มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 10.1% ต่อปี สะท้อนระดับความเครียดของคนรุ่นใหม่ที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา และผลักดันการเติบโตของ Sleep Economy, mindfulness, sound healing และ aromatherapy อย่างก้าวกระโดด
ดังนั้น ในปี 2026 การดูแลสุขภาพใจจะเปลี่ยนจากแนวคิดเชิงนามธรรม สู่การลงทุนที่ตั้งเป้าและวัดผลได้จริง ทั้งด้าน stress resilience, mental fitness, mindfulness เชิงตัวชี้วัด และเครื่องมือดิจิทัลที่ดูแลสุขภาพใจแบบเฉพาะบุคคล
ขณะเดียวกัน Sleep Economy จะลึกขึ้นกว่าการ “ไม่นอนดึก” ไปสู่การออกแบบทั้งระบบ ตั้งแต่แสง เสียง อุณหภูมิ จังหวะชีวิต ไปจนถึงสภาวะใจก่อนนอน เพราะผู้คนเชื่อมโยงชัดเจนว่า นอนดี = ฮอร์โมนสมดุล = ภูมิคุ้มกันแข็งแรง = อารมณ์นิ่ง = healthspan ดีขึ้น ซึ่งเป็นฐานของทั้งความสำเร็จและคุณภาพชีวิต
4.Wellness Tourism 2026: เที่ยวเพื่อ “อัปเกรดตัวเอง” ไม่ใช่แค่พักผ่อน
คาดการณ์อัตราการเติบโตปี 2024-2029 9.1% ต่อปี คาดการณ์มูลค่าตลาด ปี 2026 อยู่ที่ 1,077.8 พันล้านดอลลาร์ โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 8.3% ของการท่องเที่ยวทั้งหมด และคิดเป็น 17.6% ของการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวทั้งหมด การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะเน้น preventative diagnostics, โปรแกรมยืดอายุแบบ evidence-based, Scientific Wellness และประสบการณ์ที่ทำให้กลับบ้านไป “ใช้ชีวิตใหม่ได้จริง” และ “เดินทางเพื่อยืดอายุ”
5.Public Health & Prevention & Personalized Medicine = กลยุทธ์ ROI สูงสุด
แกนหลักของปี 2026 คือการเปลี่ยนจาก “รักษาโรค” ไปสู่ “จัดการความเสี่ยงก่อนเกิดโรค” ภายใต้ 3 แนวคิดสำคัญ ได้แก่ Predictive (คาดการณ์ความเสี่ยง) + Preventive (ป้องกันก่อนป่วย) + Personalized (เฉพาะบุคคล) โดยเริ่มจากการประเมินความเสี่ยงรายบุคคล และออกแบบโภชนาการ การนอน และการออกกำลังกายแบบ precision เพื่อลดโอกาสการเข้า รพ.ตั้งแต่ต้น
ทั้งนี้ Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ในช่วงปี 2024–2029 ระบุว่า ตลาด Public Health, Prevention & Personalized Medicine มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 4.7% โดยในช่วง 2019–2024 ภาค Public Health & Prevention เติบโตถึง 9.2%
ขณะที่ Personalized Medicine เติบโต 6.8% และหากพิจารณาเฉพาะปี 2023–2024 การเติบโตของ Public Health & Prevention ชะลอลงเหลือ 4.4% แต่ Personalized Medicine กลับเร่งขึ้นเป็น 7.8% สะท้อนทิศทางโลกที่ประชาชนและภาคเอกชนหันมาลงทุนกับการตรวจลึก รู้ก่อน และป้องกันก่อนอย่างจริงจัง
6.อาหารสุขภาพ, โภชนาการ และการลดน้ำหนัก แตะ 1,364.3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026
ข้อมูลจาก Global Wellness Institute ระบุว่า อุตสาหกรรมอาหารสุขภาพ โภชนาการ และการลดน้ำหนัก มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยราว 7.1% ต่อปีในช่วงปี 2024–2029 ในปี 2026 โภชนาการกำลัง “ย้อนกลับไปหาของจริง แต่ฉลาดขึ้น” เมื่อผู้บริโภคเข้าใจว่า microbiome คือศูนย์บัญชาการของภูมิคุ้มกัน อารมณ์ และการอักเสบ อาหารจึงไม่ใช่แค่พลังงาน แต่เป็น “ซอฟต์แวร์ของร่างกาย” ส่งผลให้กระแสอย่าง gut health, brain & mood food, GLP-1 lifestyle, wholesome food, plant-based
รวมถึงการกินอย่างยั่งยืน เติบโตอย่างชัดเจน Real Food Movement กลับมาอีกครั้ง ท่ามกลางความสับสนจากอาหารแปรรูปที่อ้างสุขภาพ พร้อมกับความสำคัญของ nutritional transparency เมื่อผู้บริโภคต้อง “อ่านฉลากให้เป็น” เพราะสิ่งที่ดูดี อาจไม่ดีจริงในชีวิตจริง
7.Workplace Wellness 2.0: จากกิจกรรม HR สู่ระบบวัดผลด้านสุขภาพขององค์กร
Workplace Wellness คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 2.2% ต่อปีในช่วงปี 2024–2029 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากกิจกรรม HR ไปสู่ “ระบบบริหารความเสี่ยงสุขภาพขององค์กร” เมื่อหลายบริษัทยอมรับว่าการออกกำลังกายในออฟฟิศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะต้นทุนสุขภาพคือ productivity cost
ในปี 2026 องค์กรจะจริงจังกับการใช้เครื่องมือดิจิทัลและ AI เพื่อ monitor ปัจจัยเสี่ยงด้านความเครียด การนอน และพฤติกรรมสุขภาพ พร้อมการป้องกันโรคเชิงรุก แม้อัตราการเติบโตของหมวดนี้ไม่สูงมาก แต่ความจำเป็นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางโลกการทำงานที่ตึงเครียด และแนวโน้มทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ การสนับสนุนการนอน และสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี
หากประเทศสามารถยกระดับสุขภาพแรงงานได้ จะได้กำไรทั้งด้าน productivity และการลดภาระสุขภาพในภาพรวม ซึ่งนำไปสู่แนวคิด Wellness Workplace 5.0 = งานดี คนดี ประเทศดี
8. AI for Wellness: ผู้ช่วยสุขภาพส่วนตัวที่ “รู้ใจ” และวัดผลได้
จาก Personalized Medicine สู่แนวคิด “Wellness ที่วัดผลได้ ที่ผ่านมา Wellness มักถูกมองเป็น “กิจกรรม” หรือ “ความรู้สึก” แต่ในปี 2026 โลกกำลังก้าวสู่ยุคของ Wellness ที่วัดผลได้จริง (measurable outcomes) ผู้คนเปลี่ยนคำถามจาก “ทำอะไรแล้วดูสุขภาพดี” เป็น “ทำอะไรแล้วตัวชี้วัดดีขึ้นจริง” ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพการนอน ระบบเผาผลาญ ภาวะอักเสบ กล้ามเนื้อ หรืออายุชีวภาพ
ซึ่งแนวคิดนี้ทำให้ Wellness กลายเป็น “ระบบนำทางชีวิต” ที่อาศัยข้อมูลจาก lab, wearable และ lifestyle เพื่อออกแบบการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันอย่างต่อเนื่อง ผ่านการตรวจพิมพ์เขียวสุขภาพ (Wellness Life Blueprint) และการวัดความยาวเทโลเมียร์ (Telomere Length)
BDMS Wellness
นายแพทย์ตนุพล เปิดเทรนด์ Wellness ที่จะเกิดขึ้นทั่วโลกในปี 2026
ประเทศไทยควร “วางตำแหน่ง” และ “ลงมือทำ” อะไร เพื่อคว้าโอกาส Wellness ในปี 2026
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวชั้นนำของโลก ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม อาหาร การบริการ และบทบาทการเป็น Medical Hub ของเอเชีย จึงมีศักยภาพสูงในการต่อยอดสู่ Wellness Economy อย่างจริงจัง นี่คือ Wellness Soft Power ของไทย แต่หัวใจสำคัญคือการขยับจาก “Wellness เชิงภาพลักษณ์” ไปสู่ Wellness ที่สร้างผลลัพธ์และทำงานเป็นระบบ
ประเทศไทยมีศักยภาพโดดเด่นใน 4 แกนหลัก ได้แก่
- Wellness Tourism 2026: การท่องเที่ยวเพื่ออัปเกรดสุขภาพ เชื่อม preventive diagnostics โปรแกรม evidence-based และประสบการณ์ที่นำกลับไปใช้ได้จริง
- Wellness Real Estate & Healthy City: เมือง อาคาร และออฟฟิศที่เอื้อต่ออากาศดี นอนดี และการเคลื่อนไหว ลดภาระสุขภาพระยะยาว
- Mental Wellness & Sleep: การลงทุนกับสุขภาพใจและการนอน ซึ่งเป็นฐานของแรงงานและเศรษฐกิจยุคใหม่
- Healthspan & สังคมสุขภาพดี: หากไทยยกระดับ Healthspan จาก 67 ปี เป็น 75 ปี หรือใกล้เคียงอายุขัยเฉลี่ยได้ จะสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
สุดท้าย หากไทยต้องการเป็น Wellness Hub อย่างแท้จริง “สุขภาพที่ดีขึ้น” ต้องวัดผลได้ และทำต่อเนื่องได้ทั้งปี เพราะในปี 2026 สุขภาพไม่ใช่ทางเลือก แต่คือพลังเศรษฐกิจใหม่ของครอบครัว ธุรกิจ และประเทศ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB