เปิด 3 ฉากทัศน์ราคาทองปี 2569 ผันผวนสูงสุดลุ้น 30%
สภาทองคำโลกชี้ 3 ฉากทัศน์ราคาทองปี 2569 ตั้งแต่บวกปานกลางถึงพุ่งแรง 30% หากโลกเผชิญวิกฤต
สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) เปิดเผยแนวโน้มราคาทองคำปี 2569 ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ หลังปี 2568 ราคาทองคำสร้างสถิติสูงสุดใหม่มากกว่า 50 ครั้ง และให้ผลตอบแทนรายปีเพิ่มขึ้นกว่า 60% นับเป็นผลตอบแทนที่แข็งแกร่งที่สุดตั้งแต่ปี 2514
แม้ตลาดส่วนใหญ่คาดว่าราคาทองคำจะเคลื่อนไหวในกรอบ แต่ WGC ชี้ว่าประวัติศาสตร์สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจมหภาคมักไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์
โดยคุณเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลกของ WGC ได้วิเคราะห์ 3 สถานการณ์หลักที่อาจส่งผลต่อราคาทองคำในปี 2569 ครอบคลุมทั้งแนวโน้มบวกปานกลาง บวกสูง และลบ
ปี 2568 ทองคำพุ่งแรง จากความไม่แน่นอนทั่วโลก
WGC ระบุว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันความต้องการทองคำในปี 2568 เนื่องจากนักลงทุนมองทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงและเงินเฟ้อ ขณะที่ตลาดพันธบัตรซบเซาและตลาดหุ้นมีการกระจุกตัวสูง
ในประเทศไทย ความต้องการทองคำยังคงแข็งแกร่ง โดยไตรมาส 3 ปี 2568 ถือเป็นช่วงที่ความต้องการสูงสุด ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนไทยเลือกถือครองท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำไตรมาส 3 ปี 2568 ระบุว่า การลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2562
3 ฉากทัศน์ราคาทองคำปี 2569
1. เศรษฐกิจชะลอตัวเล็กน้อย (แนวโน้มบวกปานกลาง)
หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอตัว นักลงทุนจะหันไปลงทุนเชิงป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นอาจเผชิญความผันผวนจากการปรับฐานการคาดการณ์ด้าน AI รวมถึงตลาดแรงงานและการใช้จ่ายผู้บริโภคที่อ่อนแอลง
ในสถานการณ์นี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลบวกต่อราคาทองคำ โดย WGC ประเมินว่าราคาทองคำอาจปรับขึ้น 5–15% จากระดับปัจจุบัน ทั้งนี้ ธนาคารกลางทั่วโลกยังมีแนวโน้มซื้อทองคำต่อเนื่อง และอาจมีนักลงทุนรายใหม่ เช่น บริษัทประกันจากจีน หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญจากอินเดีย เข้าสู่ตลาดเพิ่มเติม
2. วังวนวิกฤต หรือ Doom Loop (แนวโน้มบวกสูง)
เป็นฉากทัศน์ที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวรุนแรง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความตึงเครียดด้านการค้าทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุน
หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแอ เงินเฟ้อต่ำกว่าเป้า เฟดอาจจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรง ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวลดลง ปัจจัยเหล่านี้จะหนุนราคาทองคำอย่างมาก โดยมีโอกาสปรับขึ้น 15–30% ภายในปี 2569
กองทุน ETF ทองคำ ซึ่งมีเงินไหลเข้าแล้วกว่า 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 อาจเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุด และช่วยชดเชยความต้องการทองคำที่อาจชะลอตัวในภาคเครื่องประดับและเทคโนโลยี
3. เศรษฐกิจฟื้นตัวแรง (Reflation – แนวโน้มลบ)
เป็นสถานการณ์ที่ส่งผลลบต่อราคาทองคำมากที่สุด หากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จและผลักดันการเติบโตได้สูงกว่าคาด เฟดอาจคงหรือปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2569
ภาวะดังกล่าวจะดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์ให้แข็งค่า เพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำ ส่งผลให้เงินทุนไหลกลับเข้าสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นสหรัฐฯ กองทุน ETF ทองคำอาจเผชิญแรงขายต่อเนื่อง และราคาทองคำมีโอกาสปรับลดลง 5–20% จากระดับปัจจุบัน
ปัจจัยผันผวนที่ต้องจับตา
WGC ระบุว่า อุปสงค์จากธนาคารกลาง ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในปี 2568 ยังมีความไม่แน่นอน แม้มีแนวโน้มซื้อทองคำต่อเนื่อง แต่การตัดสินใจมักขึ้นอยู่กับนโยบายมากกว่าสภาวะตลาด หากธนาคารกลางชะลอการซื้อ อาจกดดันราคาทองคำได้
อีกปัจจัยคือปริมาณการรีไซเคิลทองคำ ซึ่งปี 2568 อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากทองคำถูกนำไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาทองคำในปี 2569 ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งสะท้อนมายังประเทศไทยผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเพิ่มเสถียรภาพและความโปร่งใสของตลาดทองคำ ทั้งการกำกับดูแลธุรกรรมซื้อขายทั้งในตลาดและออนไลน์
WGC ชี้ว่า การพิจารณาฉากทัศน์ทั้ง 3 จะช่วยให้นักลงทุนประเมินบทบาทของทองคำในพอร์ตการลงทุนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยในโลกที่ความผันผวนและเหตุการณ์ไม่คาดคิดกลายเป็นเรื่องปกติ ทองคำยังคงมีบทบาทสำคัญในการกระจายความเสี่ยงและปกป้องมูลค่าการลงทุนในระยะยาว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB