ตลท. ชี้ เสถียรภาพทางการเมือง กุญแจสำคัญดึงดูดนักลงทุน รอนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่
ตลท. ชี้ เสถียรภาพทางการเมือง คือกุญแจสำคัญดึงดูดนักลงทุน ส่งสัญญาณรัฐบาลใหม่ เร่งคลอดนโยบายเศรษฐกิจ พร้อม กางแผน 3 ปี ปรับ กลยุทธ์กู้ความเชื่อมั่น
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท) เปิดเผยว่า ปี 2568 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีแห่งความท้าทายของตลาดทุนไทย เพราะต้องเผชิญ ทั้งความเชื่อมั่นในตลาดทุนที่ลดลง สภาพคล่องการซื้อขายที่หดตัว การขาดจำนวนธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่เข้าจดทะเบียน การแข่งขันจากต่างประเทศ และสินทรัพย์ทางเลือก รวมถึงยังมีปัจจัยความเสี่ยงหลายด้านเกิดขึ้น ทั้ง ความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจชะลอตัว ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เข้ามาซ้ำเติมตลอดทั้งปี
และถึงแม้จะมีความท้าทายเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้าน ซึ่งต้องยอมรับว่าตลาดทุนไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อให้กลับมาเป็นทางเลือกลงทุนที่น่าสนใจ
ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงได้วางแผนการดำเนินงาน ในระยะ 3 ปีข้างหน้า (2569-2571) ที่แบ่งออกเป็น 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ กลยุทธ์เพื่อสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น ที่จะดึงดูด Fund Flow ยกระดับบริษัทจดทะเบียนด้วยคุณภาพ ส่งเสริมการใช้ TFEX เสริมพอร์ตหุ้นอย่างจริงจัง เป็นต้น
กลยุทธ์ในการผนึกกำลังเพื่อขยายการเติบโต อย่างการ ขยายการใช้งาน SET Carbon ในกลุ่ม บจ. รวมถึง Supply Chain ของบจ. ธนาคารและลูกค้าธนาคาร , พัฒนาฐานข้อมูลคาร์บอนกลางของประเทศด้วยมาตรฐานข้อมูลเดียวกันสำหรับทุกภาคส่วน รวมถึงนำ ai มาพัฒนาข้อมูลให้ตอบโจทย์การใช้งานทั้งภายในและให้บริการภายนอกองค์กร เป็นต้น
กลยุทธ์ในการเสริมความแข็งแรงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อพัฒนาคน อย่าง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับการบริการ เช่น พัฒนาระบบ clearing ใหม่ และยกระดับ TSD e Service (พัฒนาระบบ QR Code Sealer , e-Document) เป็นต้น
สำหรับแผนการดำเนินงานดังกล่าว จะเป็นแผนสำหรับทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ที่ต้องวางรากฐานไว้สำหรับระยะยาว แต่ในระยะสั้นนั้น ถ้าดูจากสถานการณ์ตลาดหุ้นของไทยตอนนี้ที่ถือว่าซบเซา เพราะฉะนั้นต้องหามาตรการที่จะดึงดูด Fund Flow สภาพคล่องกลับเข้ามาในตลาดทุน ทั้งเรื่องผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียนของบริษัทใหม่ๆ ที่เข้ามาในตลาดทุน ซึ่งอาจจะเป็นการแก้กฎเกณฑ์ให้คล่องขึ้น ปรับกฎเกณฑ์ให้บริษัทต่างชาติ สร้างความน่าสนใจให้บริษัทที่มาลงทุนในประเทศไทยมาจดทะเบียนในตลาดหุ้น เพื่อเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับนักลงทุน
นอกจากนี้ นายอัสสเดช ได้กล่าวถึง การทำ Bond Connect Platform ด้วยว่า จริงๆแล้วตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งใจริเริ่มมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เพื่อให้นักลงทุนเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลซึ่งตอนแรกจะเกิดขึ้นตั้งแต่สิ้นปีที่ผ่านมา แต่มีการยุบสภาขึ้น ดังนั้น ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ผลักดันต่อไป ขณะที่โครงการทิสซ่า (TISA) ที่เกือบจะสำเร็จออกมาเมื่อธันวาคม 2568 ยืนยันว่า ทางตลาดหลักทรัพย์และสมาคมตลาดทุนไทย จะยังผลักดันต่อไป เพื่อดึงดูด Fund Flow ดึงดูดการลงทุนการออมผ่านตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง
ส่วนประเด็นทุนเทา ที่มีความกังวลออกมาว่าจะเชื่อมโยงกับตลาดหุ้นนั้น ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบได้อย่างไรและจะมีมาตรการจัดการอย่างไรบ้าง นายอัสสเดช ระบุว่า สิ่งแรกเลยที่อยากจะสื่อสารคือ การที่บอกว่าตลาดหุ้นของไทยเป็นแหล่งของทุนเทา ส่วนตัวคิดว่าอาจจะยังไม่ได้ตรงหรือถูกต้อง ซึ่งตอนนี้มีบริษัทจดทะเบียนอยู่ 800 กว่าบริษัทในตลาดของไทย มีนักลงทุนอีกหลักล้าน และบัญชีที่มีอยู่ในตลาดทุนในประเทศประมาณ 8 ล้านบัญชี
ดังนั้นคงไม่ใช่ทุกคนหรือทุกบัญชีที่จะเป็นทุนเทา แต่แน่นอนว่า พอมีข้อสงสัยว่าทุนเทาเข้ามาในระบบเศรษฐกิจไทยหรือเปล่า ก็เป็นโอกาสได้ที่จะเข้ามาถึงตลาดหุ้นของไทย อย่างไรก็ตามทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐที่จะไปดำเนินการหรือหาเส้นทางการเงินได้ แต่กรอบโครงสร้างของตลาดทุนค่อนข้างมีความชัดเจนว่า หน่วยงานหรือบริษัทหรือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนเนี่ยมีกฎเกณฑ์ชัดเจนเรื่อง KYC เรื่อง CDD ที่จะต้องตรวจ เข้าใจ รู้จักลูกค้าของตนเอง เพื่อตรวจสอบความผิดปกติ
ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็พร้อมและยินดีตลอดเวลา ถ้ามีข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์ในการที่จะระงับทุนเทา หรือระงับโอกาสที่จะมีทุนเทาเข้ามาในตลาดทุนได้ ก็ยินดีและพร้อมสนับสนุนให้ข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการตามกระบวนการเสมอ
ขณะเดียวกันมาตรการรับมือความผันผวนตลาดหุ้น และตลาด TFEX นั้น ต้องยอมรับว่า ความผันผวน เป็นเรื่องของปัจจัยที่มาจากพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นทางเรื่อง Tariff ของอเมริกา เรื่องแผ่นดินไหว เรื่องสงครามต่างๆ ที่ต่างก็สร้างภาวะผันผวนที่อาจจะไม่ใช่เรื่องปกติทุกวัน แต่ในเวลาเดียวกันทางตลาดหลักทรัพย์ฯและคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์เอง ก็เตรียมพร้อมตลอด เพื่อจะตัดสินใจอย่างรวดเร็วและปกป้องความผันผวนของตลาดหุ้น
สำหรับปัจจัยที่กังวล และความเสี่ยงที่ยังต้องติดตามในอนาคต นายอัสสเดช กล่าวว่า เสถียรภาพนโยบายภาครัฐและความมั่นคงทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง แม้นโยบายที่รัฐบาลประกาศออกมาจะมีความน่าสนใจและมีศักยภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ประเด็นสำคัญ คือ ความชัดเจนว่านโยบายต่างๆ จะเกิดขึ้นจริงเมื่อใด ซึ่งหากเศรษฐกิจมีความน่าสนใจ ตลาดทุนก็จะดึงดูดความน่าสนใจได้ด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม นอกจากการมุ่งเน้นนักลงทุนต่างชาติแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อมูลภายในประเทศ โดยมีแผนจะจัดเวทีนำเสนอข้อมูลให้แก่ทั้งกลุ่มนักลงทุนสถาบันในไทยและนักลงทุนรายย่อย เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลอย่างเท่าเทียมกัน และช่วยให้นักลงทุนทุกกลุ่มได้รับทราบถึงศักยภาพการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนไทยภายใต้โครงการดังกล่าวอย่างทั่วถึง ส่วนจะเริ่มเดินสายนำเสนอได้เมื่อไหน่นั้น ต้องรอให้การเมืองไทยมีความชัดเจนก่อน เพื่อไม่ให้ถูกตั้งคำถามและลดความลังเลรวมถึงความกังวลของนักลงทุน
นอกจากนี้ นายอัสสเดช กล่าวถึงนโยบายที่อยากให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งทำด้วยว่า อุตสาหกรรมที่ไทยมีความได้เปรียบในการแข่งขันและเป็นที่สนใจของนักลงทุนอย่างมากคือ กลุ่ม Healthcare และ Wellness ซึ่งภาคเอกชนไทยมีความแข็งแกร่งและได้วางรากฐานมาอย่างยาวนาน รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารที่ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาต่อยอดเป็น FoodTech ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญที่ไทยสามารถขยายผลและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีก
ดังนั้นอุตสาหกรรมเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนที่ชัดเจนจากภาครัฐ โดยเฉพาะนโยบายที่จะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ เช่น การปรับลดขั้นตอนการขออนุญาตที่ยุ่งยาก การส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้แนวคิดริเริ่มของภาคเอกชนเกิดขึ้นได้จริงและเติบโตอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ นายอัสสเดช ระบุว่า ยังคงต้องรอติดตามทิศทางนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจนจากการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติในการเข้ามาลงทุนในระยะยาวต่อไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB