10 ปี หุ้นไทย ผลตอบแทนแค่ 2% KKP จี้ ต้องแก้ปม "ปล้น-โกง-ปั่น"
10 ปี หุ้นไทย ผลตอบแทนแค่ 2% สวนทางตลาดโลกโต 11% KKP จี้ ต้องแก้ปม "ปล้น-โกง-ปั่น" ก่อนนักลงทุนหนีหายถาวร
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) วิเคราะห์วิกฤตความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย ที่ชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่แท้จริง ของความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยขณะนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องความกังวล แต่คือเรื่องผลตอบแทน ที่แพ้ตลาดโลก รวมถึงพฤติกรรมธรรมาภิบาลที่ทำให้ไทยเริ่มสูญเสียศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลก
นายพิพัฒน์ ระบุถึงประเด็นสำคัญว่า ปัญหาเรื่องการโกงหรือปั่นหุ้นในไทยจะมีน้ำหนักน้อยลงทันทีถ้า หุ้นขึ้น แต่ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญวิกฤตปัจจัยพื้นฐานที่รุนแรง
โดยยกตัวอย่างให้เห็นว่า หากลงทุน 10,000 ดอลลาร์ในตลาดหุ้นโลกเมื่อ 10 ปีก่อน วันนี้จะกลายเป็น 30,000 ดอลลาร์ แต่ถ้าลงทุนในหุ้นไทย 10,000 บาท วันนี้จะได้คืนเพียง 12,000 บาท (รวมปันผลแล้ว) หรือคิดเป็นผลตอบแทนเพียง 2.5% ต่อปี ขณะที่ตลาดโลกกลับโตเฉลี่ย 11-14%
ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นแหล่งลงทุนที่ความเสี่ยงสูงแต่ไร้ผลตอบแทน เนื่องจากกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียนไทยไม่เติบโตมาตลอด 10-15 ปี ซึ่งสวนทางกับตลาดสหรัฐฯ ที่ทำ All-time High เพราะกำไรบริษัทโตจริง
ดังนั้น ในมุมมองของนักลงทุนรายย่อยที่เป็น Passive Investor (ลงทุนหวังผลตอบแทนแต่ไม่ได้บริหารเอง) ความเชื่อมั่นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่วันนี้คนไทยกลับกลัว 3 เรื่องใหญ่ ทั้งกลัวโดนปล้น หรือคือการที่ผู้ถือหุ้นใหญ่หรือผู้บริหารทำธุรกรรมที่เอาเปรียบรายย่อย (Related Party Transaction) เช่น การไซฟ่อนเงินออก หรือบริษัทใหญ่ซื้อสินทรัพย์จากตัวเองในราคาที่น่าสงสัย จนเงินลงทุนของรายย่อยถูกดึงไปสร้างอาณาจักรให้เจ้าของเพียงคนเดียว
กลัวโดนโกง หรือกลัวการเล่นไม่ยุติธรรม เช่น การใช้ข้อมูลภายใน (Inside Information) ซื้อขายตัดหน้า หรือการเปิดเผยข้อมูลให้นักลงทุนแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน
กลัวโดนปั่น หรือกลัวการสร้างราคาหุ้นในกลุ่มหุ้นสภาพคล่องต่ำ ซึ่งมักมีเจ้ามือคอยลากราคาเพื่อหลอกรายย่อยให้เข้าไปติดกับดัก
ต่างชาติมองไทยเป็น "เครื่อง ATM" และความไม่แน่นอนทางการเมือง
นายพิพัฒ์ ระบุว่า จากการที่ตนเองได้พูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติ ทำให้พบสิ่งที่น่าตกใจคือ ต่างชาติมองบริษัทไทยบางแห่งว่าเห็นตลาดหุ้นเป็นเหมือน เครื่อง ATM ที่หิวเมื่อไหร่ก็แวะมาหาเงิน อย่างการเพิ่มทุน/ระดมทุน โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องนโยบายที่ไม่แน่นอน (Policy Uncertainty) โดยยกตัวอย่างว่าภายใน 6 ปี ไทยมีรัฐมนตรีคลังถึง 7 คน ทำให้นโยบายที่เคยประกาศไว้ไม่ต่อเนื่อง รวมถึงความซับซ้อนทางการเมืองที่คาดเดาไม่ได้ จนนักลงทุนต่างชาติถึงกับออกปากกับตนว่า "Your country is too complicated" หรือแปลว่า ประเทศคุณซับซ้อนเกินไป
นายพิพัฒน์ ย้ำว่า สิ่งที่จะช่วยคัดกรองบริษัทไม่ดีออกไปได้คือ การมีกลไกที่บังคับให้สถาบันการเงินและผู้เล่นในตลาด ต้องบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และคำนึงถึงความเสี่ยง (Market Discipline) เช่น เมื่อบริษัทประกาศทำรายการที่น่าสงสัย ราคาหุ้นควรจะร่วงทันทีเพื่อเป็นการลงโทษจากนักลงทุน ขณะเดียวกันภาครัฐต้องส่งเสริมสภาพคล่อง (Liquidity) เพราะหากหุ้นมีสภาพคล่องสูง มีนักลงทุนหลากหลายกลุ่ม จะทำให้การปั่นหุ้นทำได้ยากขึ้น
"ในยุคที่โลกการลงทุนไร้พรมแดน หุ้นไทยไม่ได้ผูกขาดการลงทุนอีกต่อไป ถ้าเรายังปล่อยให้มีปัญหา Corporate Governance และผลตอบแทนยังต่ำแบบนี้ นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติจะค่อยๆ ส่ายหัวและเลิกแตะหุ้นไทยถาวรไปในที่สุด" นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB